thansettakij
thansettakij
เกษตรฯ แจง UPOV 1991 ยังไม่ตัดสินใจ ย้ำฟังเสียงเกษตรกรก่อน ลั่นยึดผลประโยชน์คนไทยเป็นหลัก

เกษตรฯ แจง UPOV 1991 ยังไม่ตัดสินใจ ย้ำฟังเสียงเกษตรกรก่อน ลั่นยึดผลประโยชน์คนไทยเป็นหลัก

11 ต.ค. 69 | 07:24 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ต.ค. 69 | 07:24 น.

กระทรวงเกษตรฯ ขอประชาชนอย่าเพิ่งกังวล UPOV 1991 ยืนยันยังอยู่ระหว่างศึกษาข้อดี-ข้อเสียและผลกระทบอย่างรอบด้าน ยังไม่มีการตัดสินใจหรือเจรจากับฝ่ายใด พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนก่อนเสนอ ครม. ย้ำหากไม่เป็นประโยชน์ ต้องปกป้องเกษตรกรและผลประโยชน์คนไทยเป็นหลัก

KEY

POINTS

  • กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่ายังไม่มีการตัดสินใจเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 โดยยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาข้อดีข้อเสียและผลกระทบ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กำชับให้รับฟังความคิดเห็นของเกษตรกรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้านก่อนพิจารณาดำเนินการใดๆ
  • กระทรวงฯ ย้ำว่าจะยึดถือผลประโยชน์ของเกษตรกรและประชาชนไทยเป็นหลัก หากผลการศึกษาชี้ว่าการเข้าร่วมไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรศึกษารายละเอียดอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ UPOV 1991 ทั้งข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย โดยให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้รับฟังเสียงของเกษตรกรอย่างรอบด้านก่อนพิจารณาแนวทางดำเนินการต่อไป โดยขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจหรือดำเนินการเจรจากับฝ่ายใดตามที่หลายฝ่ายกังวล พร้อมยืนยันว่า หากผลการศึกษาและความคิดเห็นของประชาชนสะท้อนว่าแนวทางดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์ กระทรวงฯ จะยึดการปกป้องเกษตรกรและผลประโยชน์ของประชาชนไทยเป็นสำคัญ

สำหรับ UPOV 1991 เป็นกรอบความตกลงระหว่างประเทศที่มุ่งคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของนักปรับปรุงพันธุ์พืช เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ โดยฝ่ายสนับสนุนมองว่าอาจเพิ่มโอกาสในการพัฒนาพันธุ์พืชและสร้างทางเลือกให้เกษตรกรแข่งขันในตลาดโลก ขณะที่ฝ่ายกังวลตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเกษตรกรไทย โดยเฉพาะสิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกต่อ ตลอดจนการคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองและพันธุ์พืชชุมชน

นายกฤษกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่กับการอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นเมืองและพันธุ์พืชชุมชน รวมถึงกำหนดระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ (Benefit Sharing) และสิทธิของเกษตรกร (Farmer’s Privilege) ในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในพื้นที่ของตนเองตามเงื่อนไขของกฎหมาย เพื่อสืบสานวิถีการเก็บเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรไทย

ด้านนางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะโฆษกกรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่า กรมฯ ยังอยู่ระหว่างศึกษาข้อมูล ข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยกระบวนการพิจารณายังมีอีกหลายขั้นตอน ทั้งระดับกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะรัฐมนตรี และรัฐสภา

นางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะโฆษกกรมวิชาการเกษตร

ก่อนเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี กระทรวงฯ จะต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ จึงยังไม่ถือเป็นข้อยุติหรือการตัดสินใจขั้นสุดท้าย พร้อมย้ำว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ยังคงมีผลบังคับใช้ และการพิจารณาเรื่อง UPOV 1991 ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรไทยอย่างรอบคอบ