
กยท. คาดราคายางพาราสัปดาห์หน้า ขาขึ้นยกแผง ยางแผ่นจ่อแตะ 92 บาท/กิโลกรัม
กยท. ประเมินแนวโน้มราคายางพาราสัปดาห์หน้า (12–16 ต.ค. 69) ขาขึ้นยกแผง ลุ้นยางแผ่นรมควันชั้น 3 แตะ 92 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสดจ่อ 89 บาท ขณะที่ตลาดล่วงหน้าจีน–สิงคโปร์หนุนราคา จับตาเศรษฐกิจจีนและทิศทางน้ำมันดิบกำหนดเกมตลาด
KEY
POINTS
- กยท. คาดการณ์ว่าราคายางพาราทุกชนิดในสัปดาห์หน้า (12-16 ต.ค.) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
- ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 มีโอกาสปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 92 บาท/กก. ขณะที่น้ำยางสดคาดว่าจะขยับขึ้นสู่ 89 บาท/กก.
- ปัจจัยหนุนหลักมาจากราคาในตลาดซื้อขายล่วงหน้าต่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น และปริมาณผลผลิตในประเทศที่อาจลดลงจากฝนตก
- อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจจีน ราคาน้ำมันดิบ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อราคา
นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านบริหาร การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวโน้มราคายางพาราสัปดาห์วันที่ 12–16 ตุลาคม 2569 มีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกประเภท โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 คาดเคลื่อนไหวที่ 89.50–92 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่น้ำยางสดมีโอกาสขยับขึ้นสู่ระดับ 89 บาทต่อกิโลกรัม ตามแรงหนุนจากตลาดซื้อขายล่วงหน้าต่างประเทศ แต่ยังต้องจับตาภาวะเศรษฐกิจจีน ราคาน้ำมันดิบ และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางราคายางในระยะถัดไป
รายงานวิเคราะห์สถานการณ์ราคายางพาราของ กยท. ระบุว่า สัปดาห์วันที่ 5–9 ตุลาคม 2569 ราคายางในตลาดกลางส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 มีราคาเฉลี่ย 89.04 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นดิบคุณภาพดี (3%) เฉลี่ย 85.18 บาทต่อกิโลกรัม และน้ำยางสดเฉลี่ย 86.42 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนยางก้อนถ้วย DRC 100% มีราคาเฉลี่ย 78.81 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย DRC 70% เฉลี่ย 55.17 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนภาพรวมตลาดยางในประเทศที่ยังมีแรงประคองราคา
สำหรับแนวโน้มราคาสัปดาห์หน้า กยท. คาดการณ์ว่า ยางแผ่นดิบคุณภาพดีจะอยู่ที่ 85.70–88.50 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด 86.40–89 บาทต่อกิโลกรัม ยางก้อนถ้วย DRC 100% อยู่ที่ 78.60–81.20 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย DRC 70% อยู่ที่ 54.80–57.60 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาที่คาดการณ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าในภาพรวม
ตลาดล่วงหน้าเอเชียหนุนราคา
ด้านตลาดซื้อขายยางพาราล่วงหน้าในต่างประเทศ ช่วงวันที่ 5–9 ตุลาคม 2569 ตลาดเซี่ยงไฮ้ (SHFE) ราคายาง RSS3 ปิดเฉลี่ย 19,370 หยวนต่อตัน เพิ่มขึ้น 2.43% ขณะที่ตลาดสิงคโปร์ (SICOM) ราคายาง RSS3 ปิดเฉลี่ย 286.88 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 2.75% และยาง TSR20 เพิ่มขึ้น 2.66% อย่างไรก็ตาม ตลาดโตเกียว (TOCOM) เคลื่อนไหวสวนทาง โดยราคายาง RSS3 ปิดเฉลี่ย 441.90 เยนต่อกิโลกรัม ลดลง 0.71% แสดงให้เห็นว่าตลาดยางโลกยังมีความผันผวนและแรงซื้อขายแตกต่างกันในแต่ละตลาด
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สภาพอากาศและปริมาณผลผลิตยางในประเทศไทย ทิศทางราคายางตลาดล่วงหน้าต่างประเทศ ตัวเลขเศรษฐกิจและการค้าของจีน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยรายงานระบุราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ที่ 102.82 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ที่ 90.29 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ แม้ กยท. ประเมินว่าราคายางพาราสัปดาห์หน้ามีโอกาสปรับตัวขึ้นจากปัจจัยสภาพอากาศภายใน ถึงปรับตัวขึ้นโดยมีปัจจัยจากสภาพอากาศที่ยังคงประเทศมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่กรีดยาง ส่งผลกระทบต่อ มีฝนตกอยู่บางพื้นที่กรีดยาง ประกอบกับทิศทางผลผลิตที่เข้าสู่ตลาด ประกอบกับยางอาจได้รับอิทธิพล ราคายางตลาดล่วงหน้าต่างประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง จากอุปสงค์และแรงซื้อขายในตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ ทั้งนี้ควรติดตามแรงซื้อขายหลังส่งผลต่อการปรับตัวของราคายางในประเทศ ขณะที่ ตลาดจีนกลับมาเปิดทำการ รวมถึงความต้องการราคายางในตลาดต่างประเทศสัปดาห์นี้มีการเคลื่อนไหว ใช้ยางของจีนและข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่อาจอยู่ในกรอบแคบโดยตลาดจีนปิดทำการในช่วงวันหยุดยาว ส่งผลต่อทิศทางตลาดในระยะถัดไป







