
เปิดข้อเท็จจริง “คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่” นักปรับปรุงพันธุ์ชี้ เกษตรกรไทยก็ได้สิทธิ
นักปรับปรุงพันธุ์แจงปม “เมล็ดพันธุ์ไม่มีเจ้าของ” ชี้ต้องแยก “พันธุ์ใหม่” ออกจากพันธุ์พื้นบ้าน ย้ำเกษตรกรไทยที่สร้างพันธุ์ใหม่ควรได้รับสิทธิ พร้อมเปิดทางปรับกติกาให้สมดุล
KEY
POINTS
- การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่มีไว้สำหรับพันธุ์ที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาโดยมนุษย์ ซึ่งผู้สร้างควรได้รับสิทธิ์เพื่อเป็นแรงจูงใจในการลงทุน ไม่ใช่พันธุ์พืชที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
- สิทธิในการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทข้ามชาติ แต่เกษตรกรและนักปรับปรุงพันธุ์คนไทยก็สามารถยื่นขอรับสิทธิ์ในผลงานที่ตนเองพัฒนาขึ้นได้เช่นกัน
- กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่มีผลกระทบต่อพันธุ์พืชพื้นเมืองหรือพันธุ์ดั้งเดิม เกษตรกรยังสามารถใช้และเก็บเมล็ดพันธุ์ที่มีอยู่เดิมได้ตามปกติ
ผศ.ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล หัวหน้าภาควิชาพืชไร่นา และนายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย ออกมาอธิบายข้อถกเถียงเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดยย้ำว่า การที่พันธุ์พืชบางชนิดเกิดขึ้นจากธรรมชาติ ไม่ได้หมายความว่าพันธุ์พืชที่เกิดจากกระบวนการปรับปรุงพันธุ์โดยมนุษย์จะไม่มีเจ้าของ พันธุ์พืชที่เกิดจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Natural Selection) สามารถมองได้ว่าเป็นทรัพยากรที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
ขณะที่พันธุ์พืชใหม่ที่เกิดจากการผสมพันธุ์และการคัดเลือกโดยมนุษย์ หรือ Artificial Selection ถือเป็นผลจากกระบวนการวิจัยและเทคโนโลยี ซึ่งในหลักการสากล สิทธิในพันธุ์ใหม่ย่อมเป็นของผู้สร้างหรือนักปรับปรุงพันธุ์ ภายใต้เงื่อนไขและกระบวนการที่กฎหมายกำหนด เป็นพันธุ์ใหม่เป็นเทคโนโลยีใหม่ เช่นเดียวกับนวัตกรรมอื่นที่ต้องมีระบบคุ้มครอง เพื่อให้ผู้พัฒนาสามารถนำรายได้กลับไปลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่ต่อเนื่อง”
ทั้งนี้ การปรับปรุงพันธุ์มีความสำคัญมากขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช นักปรับปรุงพันธุ์จึงจำเป็นต้องพัฒนาพันธุ์ใหม่ที่ตอบโจทย์การผลิตให้ทันต่อสถานการณ์ ไม่สามารถรอการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้
ย้ำไม่ใช่เฉพาะบริษัทข้ามชาติ เกษตรกรไทยก็มีสิทธิ
ผศ.ดร.ปิยะ ยังตั้งข้อสังเกตว่า การถกเถียงเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ควรถูกจำกัดกรอบว่าเป็นเรื่องของบริษัทข้ามชาติเท่านั้น เพราะประเทศไทยมีนักปรับปรุงพันธุ์และเกษตรกรจำนวนมากที่สามารถพัฒนาพันธุ์ใหม่ได้ โดยเฉพาะไม้ดอกไม้ประดับ กระบองเพชร และกล้วย หากเกษตรกรไทยสามารถสร้างพันธุ์ใหม่ที่มีคุณลักษณะเฉพาะและผ่านกระบวนการรับรองตามกฎหมาย ก็ควรได้รับสิทธิในการคุ้มครองเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้พันธุ์ที่ใช้เวลาและต้นทุนในการพัฒนาถูกนำไปใช้ประโยชน์หรือจำหน่ายโดยผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต คนไทยที่สร้างพันธุ์ใหม่ด้วยตัวเองก็ควรมีสิทธิในผลงานของตัวเอง และควรมีกลไกคุ้มครองไม่ให้ถูกละเมิด
แจงพันธุ์พื้นบ้าน-พันธุ์เดิม ไม่ได้หายไปจากระบบ
สำหรับข้อกังวลว่าการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่จะกระทบพันธุ์พื้นบ้าน พันธุ์พื้นเมือง หรือพันธุกรรมพืชที่มีอยู่เดิม ผศ.ดร.ปิยะ ระบุว่า ต้องแยกประเด็นให้ชัดระหว่าง “พันธุ์พืชที่มีอยู่แล้ว” กับ “พันธุ์พืชใหม่ที่มนุษย์พัฒนาขึ้น” โดยหลักการ การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่มุ่งไปที่พันธุ์ที่สร้างหรือพัฒนาขึ้นใหม่และผ่านหลักเกณฑ์การตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่าพันธุ์พื้นบ้านหรือพันธุ์พืชที่มีการใช้และสืบทอดอยู่เดิมจะถูกนำไปห้ามใช้หรือห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ตามที่มีการกล่าวถึงในกระแสสังคม
ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ยังมีแนวทางเกี่ยวกับพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ซึ่งเปิดช่องให้ชุมชนเข้ามามีสิทธิและมีส่วนร่วมในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมของชุมชน
กว่าจะได้พันธุ์ใหม่ไม่ง่าย ต้องผ่านการตรวจสอบ
ผศ.ดร.ปิยะ อธิบายเพิ่มเติมว่า การได้รับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ผู้พัฒนาต้องยื่นขอรับการคุ้มครองต่อกรมวิชาการเกษตร พร้อมแสดงหลักฐานและผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของพันธุ์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด กระบวนการปรับปรุงพันธุ์เองอาจใช้เวลาหลายปี โดยบางกรณีใช้เวลาเกือบ 10 ปี กว่าจะได้พันธุ์ที่มีคุณลักษณะตามเป้าหมาย ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบความใหม่และคุณสมบัติของพันธุ์เพื่อขอรับการคุ้มครอง ดังนั้น การคุ้มครองจึงไม่ได้หมายความว่าใครนำพันธุ์พืชชนิดใดไปจดทะเบียนก็จะได้สิทธิทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมาย และหากไม่ยื่นขอรับการคุ้มครอง ก็ไม่ได้รับสิทธิในฐานะพันธุ์พืชใหม่ตามระบบดังกล่าว
"เรียกร้องให้การถกเถียงเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืชอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและหลักวิชาการ พร้อมมองผลกระทบให้รอบด้าน ทั้งการคุ้มครองพันธุ์พื้นเมือง การรักษาทรัพยากรพันธุกรรมของไทย และการสร้างแรงจูงใจให้นักปรับปรุงพันธุ์และเกษตรกรไทยลงทุนพัฒนาพันธุ์ใหม่ พร้อมเสนอให้ทุกฝ่ายเปิดพื้นที่หารือว่า จะปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 อย่างไรให้เหมาะสมกับบริบทไทย และสามารถสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรมกับสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์ใหม่ เวลาจะคัดค้านอะไร ต้องมองให้รอบด้าน และหาทางออกด้วยหลักการและเหตุผล เพื่อให้ประเทศไทยมีกติกาที่เหมาะสม และสามารถเดินหน้าพัฒนาพันธุ์พืชของตัวเองได้”







