
ลุ้น 9 ต.ค. “อนุผลิตข้าว” ล่มรอบ 3 หรือเคาะมาตรการช่วยชาวนา
เดิมพันสำคัญ 9 ต.ค. “อนุผลิตข้าว” จะไปต่อหรือสะดุด? หลังเตรียมถกทั้งมาตรการช่วยชาวนา ชดเชยขาดทุนสหกรณ์ และปรับพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสม ท่ามกลางฤดูผลิตใหม่ที่กำลังมาถึง
KEY
POINTS
- คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต มีกำหนดประชุมวันที่ 9 ตุลาคม เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือชาวนาในฤดูการผลิตใหม่ 2569/70
- มีวาระสำคัญคือการพิจารณาอนุมัติโครงการชดเชยการขาดทุนให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร จากโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 2567/68
- เสนอแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสมไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น
- ติดตามสถานการณ์การผลิตข้าวปี 2568/69 และข้อมูลพยากรณ์ผลผลิตปี 2569/70 รวมถึงความก้าวหน้าโครงการประกันภัยข้าวนาปี
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ในฐานะกรรมการคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในวันที่ 9 ตุลาคม 2569 คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต จะมีนัดประชุมครั้งที่ 1/2569 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีวาระสำคัญที่ต้องจับตา ทั้งสถานการณ์การผลิตข้าวปี 2568/69 และผลพยากรณ์ผลผลิตปี 2569/70 รวมถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในฤดูการผลิตใหม่ ท่ามกลางโจทย์สำคัญทั้งด้านต้นทุน ผลผลิต และราคาข้าว
สำหรับวาระเพื่อทราบ ที่ประชุมจะติดตาม คำสั่งคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต รวมถึงสถานการณ์การผลิตข้าวปีการผลิต 2568/69 และข้อมูลพยากรณ์ผลผลิตปี 2569/70 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำระบบชลประทานให้สอดคล้องกับฤดูเพาะปลูกข้าว
นอกจากนี้ ยังติดตามความก้าวหน้า โครงการประกันภัยข้าวนาปี ปี 2569 และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2569/70 อาทิ เงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000-2,000 บาท ไม่เกิน 10-20 ไร่ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ภาคเกษตรและชาวนาจับตา เนื่องจากผลผลิตฤดูใหม่กำลังทยอยเข้าสู่ตลาด และภาครัฐต้องเตรียมมาตรการรองรับทั้งด้านราคาและรายได้เกษตรกร
ชงชดเชยขาดทุนโครงการสินเชื่อชะลอขายข้าว
ส่วนวาระเพื่อพิจารณา มีประเด็นที่น่าสนใจคือ ข้อเรียกร้องของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2569/70 รวมถึงการพิจารณา โครงการชดเชยการขาดทุนจากโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เสนอวาระขออนุมัติโครงการชดเชยการขาดทุนแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 42 แห่ง จากที่ทั้งหมด 126 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/2568 มีการจัดเก็บข้าวเปลือกรวมประมาณ 37,500 ตัน ใช้เงินสินเชื่อไปแล้วกว่า 3,997 ล้านบาท
ทางกรม จึงได้เสนอให้ ธ.ก.ส.ชดเชยการขาดทุนเพื่อบรรเทาความเสียหายให้สหกรณ์บางแห่งที่ขาดทุนสูงถึงกว่า 10 ล้านบาท โดยเสนอให้ ธ.ก.ส. เป็นผู้สำรองจ่ายตามมาตรา 28 และให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการ ก็ต้องรออัปเดตอีกครั้งว่าทางรัฐบาลจะชดเชยได้หรือไม่
ทั้งนี้ สาเหตุหลักมาจากช่วงต้นฤดูกาล สหกรณ์เข้ารับซื้อข้าวในราคาสูงเพื่อพยุงราคาเกษตรกร แต่เมื่อถึงช่วงจำหน่ายจริง ราคาตลาดกลับปรับลดลงอย่างมาก เช่น ข้าวเปลือกเจ้ามีราคาประกัน 9,000 บาทต่อตัน แต่สหกรณ์รับซื้อ 14,000 บาท และขายได้ 16,400 บาทตามเกณฑ์สูงสุด ขณะที่ข้าวหอมปทุมรับซื้อ 12,500 บาท ราคาประกัน 10,000 บาท แต่เมื่อนำออกขายจริงได้เพียง 7,900 บาทต่อตัน
ประเด็นดังกล่าวนับเป็นอีกโจทย์สำคัญของการบริหารจัดการข้าว เนื่องจากโครงการชะลอการขายมีเป้าหมายช่วยลดแรงกดดันจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในช่วงเดียวกัน และรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ขณะที่การพิจารณาชดเชยผลขาดทุนจะต้องประเมินรายละเอียดของโครงการและผลกระทบด้านงบประมาณอย่างรอบคอบ
เขย่าโครงสร้างพื้นที่ปลูก ดันพืชอื่นแทนนาข้าว
อีกวาระที่น่าจับตาคือ การแต่งตั้งคณะทำงานภายใต้กรมการข้าว เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการผลิตข้าว โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสมให้เป็นสินค้าเกษตรเศรษฐกิจอื่น ๆ พร้อมขับเคลื่อนแผนงานและมาตรการด้านการผลิตข้าว แนวทางดังกล่าวสะท้อนทิศทางการบริหารพื้นที่เกษตรของภาครัฐที่ต้องการแก้ปัญหาการปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม ลดความเสี่ยงด้านผลผลิตและต้นทุน พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชหรือสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังมีการเสนอแต่งตั้ง คณะทำงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาระบบตลาดภายในสำหรับสินค้าเกษตร ภายใต้โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและยกระดับคุณภาพข้าวให้สามารถเชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดได้มากขึ้น
จับตาเกมข้าวไทย รับผลผลิตฤดูใหม่–ตลาดส่งออก
การประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อทิศทางข้าวไทยในฤดูการผลิต 2569/70 ทั้งในมิติ รายได้เกษตรกร เสถียรภาพราคาข้าว การบริหารผลผลิต และการปรับโครงสร้างพื้นที่เพาะปลูก โดยเฉพาะการผลักดันข้าวคุณภาพสูง ข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP เข้าสู่ตลาด ซึ่งจะเป็นหนึ่งในแนวทางเพิ่มมูลค่าและสร้างความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในระยะต่อไป







