
‘จิตติ’ ชี้ทอง Q4 ลุ้น 7 หมื่น ทองโลกจ่อทะลุ 5,000 ดอลลาร์ สร้างโอกาสลงดอย
“จิตติ” นายกสมาคมค้าทองคำ มองทองไตรมาส 4 มีโอกาสขยับขึ้นต่อ ทองโลกจ่อทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ดันราคาทองไทยลุ้นแตะ 70,000 บาท หลัง 7 เดือนแรกไทยนำเข้าแล้ว 128 ตัน มูลค่า 6.1 แสนล้าน ขณะที่ตลาดในประเทศยังซบเซา นักลงทุนที่ซื้อช่วงราคาสูงยังชะลอขาย
KEY
POINTS
- นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ คาดการณ์ว่าราคาทองคำในไตรมาสที่ 4 มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาทองคำโลกอาจทะลุ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ และราคาทองไทยอาจสูงกว่า 70,000 บาท
- ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นมาจากความไม่เชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์, การที่ธนาคารกลางหลายประเทศเข้าซื้อทองคำเพิ่ม และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- การปรับขึ้นของราคาจะสร้างโอกาสให้นักลงทุนที่ซื้อทองไว้ในราคาสูง หรือที่เรียกว่า "ติดดอย" สามารถขายทำกำไรหรือลดผลขาดทุนได้ ท่ามกลางภาวะตลาดในประเทศที่ยังซบเซา
ตลาดทองคำไทยกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปีท่ามกลางราคาที่อยู่ในระดับสูง แต่การซื้อขายในประเทศยังไม่คึกคัก หลังนักลงทุนจำนวนหนึ่งยังถือทองที่ซื้อไว้ในช่วงราคาสูงต้นปี ขณะที่ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางราคาทองคำ
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยประเมินว่า ไตรมาส 4 ราคาทองคำโลกมีโอกาสทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศมีโอกาสขยับขึ้นเหนือ 70,000 บาทต่อบาททองคำ โดยมีแรงหนุนจากความไม่เชื่อมั่นต่อดอลลาร์ การถือทองคำเพิ่มขึ้นของหลายประเทศ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
7 เดือนนำเข้าทอง 128 ตัน มูลค่า 6.10 แสนล้าน
นายจิตติกล่าวว่า จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร ช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 ไทยนำเข้าทองคำ 128 ตัน เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 115 ตัน ขณะที่มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 610,450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% จาก 391,082 ล้านบาท มองว่าปริมาณดังกล่าวยังอยู่ในระดับปกติเมื่อเทียบกับการนำเข้าทองคำในแต่ละปี ซึ่งบางปีอยู่ที่ 150-180 ตัน และบางปีอาจมากหรือน้อยกว่านั้นตามสถานการณ์ตลาด โดยช่วงปลายปีถือเป็นไฮซีซั่น จึงมีโอกาสเห็นการนำเข้าเพิ่มขึ้น หากราคาทองไม่สูงจนเกินไป
“ถือว่าปกติ ยังไม่ได้หวือหวาหรือเยอะมาก เพราะยังไม่ถึงปลายปี โดยช่วงปลายปีเป็นไฮซีซั่น หากราคาทองไม่ได้แพงมาก ในช่วงไตรมาสสุดท้ายอาจมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น ซึ่งโดยปกติไทยนำเข้าทองคำมากกว่าส่งออก แต่หากราคาทองปรับตัวสูงมาก ผู้ถือทองก็มีโอกาสนำออกมาขายและส่งผลให้การส่งออกเพิ่มขึ้น”
ทั้งนี้ ตัวเลขนำเข้าทองคำของกระทรวงพาณิชย์เป็นตัวเลขรวม ทั้งส่วนที่นำมาใช้ในธุรกิจค้าทองและภาคการผลิตเครื่องประดับแท้ทำด้วยทำเพื่อส่งออก โดยการนำเข้าจะขึ้นอยู่กับความต้องการในตลาด
นักลงทุนยังติดดอย เงินจมทอง กดตลาดซบเซา
สำหรับสถานการณ์ราคาทองในประเทศ นายจิตติระบุว่า ปัจจุบันราคาทองคำแท่งอยู่ที่กว่า 67,000 บาทต่อบาททองคำ ส่วนทองรูปพรรณอยู่ที่ประมาณ 67,800 บาท ขณะที่ช่วงต้นปีราคาทองบางช่วงขึ้นไปถึง 81,900 บาทต่อบาททองคำ ราคาที่เคยขึ้นไปสูงทำให้นักลงทุนบางส่วนที่เข้าซื้อในช่วงดังกล่าวยังคงถือทองไว้ และชะลอการขาย หลังราคาปรับลดลงจากจุดสูงสุด ส่งผลให้เงินทุนส่วนหนึ่งยังคงอยู่ในทองคำและไม่ได้หมุนกลับเข้าสู่ตลาด
“ปีนี้นักลงทุนติดดอยกันเยอะ ต้นปีราคาทองบางช่วงสูงถึงบาทละ 81,900 บาท ตอนนี้คนที่ซื้อลงทุนยังติดอยู่ คนที่ซื้อเก็บไว้ก็ยังเก็บอยู่”
นายจิตติประเมินว่า ปัจจัยดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาดทองคำในประเทศยังซบเซา เพราะผู้ที่ถือทองยังไม่ขาย ขณะที่คนที่จะซื้อเพิ่มก็มีเงินทุนอยู่ในทองคำแล้ว
ทองไทยลุ้นแตะ 7 หมื่น ทองโลกทะลุ 5 พัน
สำหรับทิศทางราคาทองในช่วงที่เหลือของปี นายจิตติมองว่า ราคาทองคำในประเทศมีโอกาสขยับขึ้นไปมากกว่า 70,000 บาทต่อบาททองคำในช่วงปลายปี ส่วนราคาทองคำตลาดโลกปัจจุบันอยู่ที่ระดับกว่า 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และมีโอกาสขยับขึ้นเกิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในไตรมาส 4
ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากความไม่เชื่อมั่นต่อดอลลาร์ รวมถึงแนวโน้มที่หลายประเทศและธนาคารกลางเพิ่มการถือครองทองคำ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนจากสงครามและภูมิรัฐศาสตร์
“หลาย ๆ ประเทศ แบงก์ชาติก็อาจจะซื้อทอง ขายดอลลาร์ ก็ซื้อทองเพิ่มขึ้นมา เพราะบางคนไม่เชื่อมั่นดอลลาร์ ก็เก็บเป็นทองคำ ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม เพราะส่งผลต่อทั้งราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และความต้องการถือทองคำ”
สงคราม-น้ำมัน-ดอกเบี้ย ตัวแปรทอง Q4
นายจิตติกล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำลดลงมา อย่างไรก็ตามมองว่า ตลาดรับรู้ปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อและการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้อาจไม่ได้กดดันราคาทองคำมากเหมือนที่ผ่านมา และราคาทองมีโอกาสขยับขึ้นได้อีก
อีกด้านหนึ่ง หากสงครามยืดเยื้อจนกระทบเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ก็อาจเป็นแรงกดดันต่อตลาดทอง ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศกลับทำให้บางประเทศลดการพึ่งพาดอลลาร์และหันมาถือทองคำเพิ่มขึ้น
เยาวราชซื้อ-ขายพอ ๆ กัน ตลาดยังเงียบ
สำหรับตลาดทองคำในประเทศ นายจิตติระบุว่า ภาพรวมยังซบเซา โดยเฉพาะทองรูปพรรณที่ขายไม่ดี ขณะที่ตลาดเยาวราชย่านซื้อขายทองคำที่สำคัญของประเทศยังไม่มีสัญญาณว่าคนนำทองมาขายมากกว่าคนซื้ออย่างชัดเจน โดยการซื้อและขายอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน สาเหตุสำคัญมาจากราคาทองที่อยู่ในระดับสูงและเคลื่อนไหวในกรอบเดิมมาระยะหนึ่ง ขณะที่เงินของนักลงทุนบางส่วนยังจมอยู่ในทองคำ ทำให้ไม่มีเงินหมุนกลับมาซื้อเพิ่ม
“ด้านการจ้างงาน ร้านทองในภาพรวมยังไม่มีการลดพนักงานและยังทรงตัว แต่ในต่างจังหวัดบางแห่งเริ่มมีร้านทองปิดตัวลงบ้าง”นายจิตติ ฉายภาพ
เศรษฐกิจฟื้น กำลังซื้อทองมีโอกาสกลับมา
นายจิตติมองว่า การฟื้นตัวของตลาดทองคำในประเทศขึ้นอยู่กับกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจดี ประชาชนมีเงินเหลือใช้ ก็มีโอกาสนำเงินมาออมและลงทุนทองคำ แต่หากเศรษฐกิจซบเซา เงินจะถูกใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก่อนโดยทองคำถ้าเศรษฐกิจดี ทองคำก็ขายดี ถ้าเศรษฐกิจซบเซาไม่ดี กำลังซื้อก็ลดลง คนที่มีเหลือเงินเหลือใช้ถึงจะเก็บออมทองคำ
ดังนั้น หากกำลังซื้อกลับมาและประชาชนมี “เงินเย็น” ตลาดทองคำก็มีโอกาสกลับมาคึกคักขึ้น ขณะที่นักลงทุนที่ถือทองจากช่วงราคาสูงอาจมีโอกาสนำทองออกมาขาย หากราคาปรับขึ้นเข้าใกล้ระดับที่ต้องการ
เงินเย็นลงทุนยาวได้ ระยะสั้นต้องระวัง
สำหรับนักลงทุน นายจิตติแนะนำให้แยกเป้าหมายการลงทุนระยะสั้นและระยะยาว โดยการเก็งกำไรระยะสั้นต้องระวังความผันผวน เพราะราคาทองยังขึ้นอยู่กับสงครามและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ถ้าเป็นการเก็งกำไรระยะสั้นก็ต้องระวัง ช่วงนี้สงครามยังยืดเยื้ออยู่ ก็ยังต้องติดตามภูมิรัฐศาสตร์ ติดตามข่าวสารอย่างอื่น ระยะสั้นอาจจะขึ้น ๆ ลง ๆ อาจจะต้องระมัดระวังให้ศึกษาข้อมูล
ส่วนการลงทุนระยะยาว หากเป็นเงินเย็นและมีเงินเหลือบางส่วน นายจิตติมองว่ายังสามารถลงทุนทองคำได้ ท้ายที่สุด ตลาดทองคำยังต้องเผชิญความผันผวนต่อเนื่อง โดยราคาสามารถปรับขึ้นลงหลายครั้งภายในวันตามการเคลื่อนไหวของตลาดโลก ขณะที่ไตรมาส 4 จะเป็นช่วงสำคัญในการจับตาทิศทางทองคำ
นายจิตติประเมินว่า ทองคำโลกมีโอกาสทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และราคาทองคำในประเทศมีโอกาสขยับขึ้นเหนือ 70,000 บาทต่อบาททองคำ โดยมีปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์ และความต้องการถือทองคำเป็นแรงหนุน ขณะที่ตลาดในประเทศยังต้องรอการฟื้นตัวของกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเงินกลับเข้าสู่ตลาดทองคำ







