
THASTA ชี้แก้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช อุดช่องโหว๋ EDV ดันส่งออก 5 หมื่นล้าน
THASTA ย้ำแก้ พ.ร.บ.พันธุ์พืชไม่กระทบเกษตรกร เก็บเมล็ดปลูกต่อได้ เดินหน้าอุดช่องโหว่ EDV หรือ "พันธุ์ที่ได้มาจากพันธุ์อื่นอย่างมีนัยสำคัญ" พร้อมผลักดันส่งออก 5 หมื่นล้านบาท
KEY
POINTS
- ยืนยันว่าการแก้ไขกฎหมายไม่กระทบสิทธิเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชใหม่ไว้ปลูกต่อในพื้นที่ของตนเอง และไม่มีผลกับพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม
- เสนอให้อุดช่องโหว่ทางกฎหมายเรื่องพันธุ์พืชที่ได้มาจากพันธุ์อื่นอย่างมีนัยสำคัญ (EDV) เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ และขยายเวลาคุ้มครองเป็น 20-25 ปี เพื่อส่งเสริมการลงทุนวิจัย
- การปรับแก้กฎหมายให้เป็นสากลตามอนุสัญญา UPOV 1991 จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันมูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์สู่เป้าหมาย 5 หมื่นล้านบาท
ดร.บุญญานาถ นาถวงษ์ นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย (THASTA) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงกระแสข่าวและความเข้าใจคลาดเคลื่อนกรณีการขับเคลื่อนนโยบายศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์เขตร้อนของโลก (World Tropical Seed Hub) และการปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ว่า ทางสมาคมฯ ได้ประสานงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อทำความเข้าใจทิศทางและการทำงานร่วมกันของภาคเอกชน
สำหรับร่างแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ฉบับใหม่นั้น ในปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดเห็นร่างฉบับเต็ม เนื่องจากกรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างกระบวนการสรุปหลักการและยกร่าง ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้เคยยื่นหนังสือเสนอข้อคิดเห็นเชิงวิชาการเพื่อขอให้ปรับแก้กฎหมายเดิมที่เป็นอุปสรรค โดยเสนอให้สอดรับกับกติกาสากลอย่างอนุสัญญา UPOV 1991 เพื่อให้ประเทศไทยใช้กติการ่วมกับนานาชาติได้สะดวกขึ้น โดยต้องปรับปรุงรายละเอียดให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย
สยบดราม่า ยันเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อได้ตามปกติ
นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ระบุอย่างชัดเจนว่า ข้อกังวลเรื่องการริบสิทธิ์เกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อเป็นความเข้าใจผิด เนื่องจากกฎหมายทั้งฉบับปัจจุบันและแนวทางปรับแก้จะให้การคุ้มครองเฉพาะ "พันธุ์พืชใหม่" เท่านั้น
สำหรับพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป พันธุ์พืชดั้งเดิม หรือพันธุ์รับรองเดิมที่เกษตรกรใช้อยู่แล้ว เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวตาแห้ง หรือพันธุ์พื้นบ้านต่างๆ จะไม่อยู่ในเงื่อนไขความใหม่ เกษตรกรจึงสามารถเก็บ เมล็ดพันธุ์ ปลูก ขยาย และจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์หรือผลผลิตได้ตามปกติโดยไม่มีความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
ในส่วนของพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครอง หากเกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์ไปปลูกในแปลงของตนเอง กฎหมายยังคงอนุญาตให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์จากแปลงดังกล่าวไว้ปลูกต่อในฤดูถัดไปในพื้นที่ของตนเองได้ สิ่งที่กฎหมายห้ามไว้คือ การนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อทำเป็น "เมล็ดพันธุ์" ขายแข่งกับนักปรับปรุงพันธุ์ที่เป็นเจ้าของสิทธิ์
ทั้งนี้ หากเป็นการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ข้าวชุมชนที่เป็นสายพันธุ์ของภาครัฐ กรมการข้าวกระทรวงเกษตรฯ สามารถทำเรื่องมอบอำนาจหรือออกใบอนุญาตให้ศูนย์ข้าวชุมชนดำเนินการผลิตได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ มาตรา 19 ในกฎหมายปัจจุบัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยังมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขปริมาณการเก็บไว้ใช้ เช่น ไม่เกิน 3 เท่า หรือตามขนาดพื้นที่ 20–40 ไร่ เฉพาะบางสายพันธุ์เพื่อส่งเสริมการปรับปรุงพันธุ์และรักษาความบริสุทธิ์ทางพันธุกรรมไม่ให้สายพันธุ์จืดจาง
แก้กฎหมายเก่าขยายคุ้มครอง 20–25 ปี หนุน SME และนักปรับปรุงพันธุ์
ดร.บุญญานาถ ชี้ว่า พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 อิงอยู่กับกรอบกฎหมายเวอร์ชันเก่าที่ภาครัฐเคยเป็นผู้ปรับปรุงพันธุ์เป็นหลัก จึงกำหนดระยะเวลาคุ้มครองไว้สั้นมาก เช่น พืชอายุสั้นประเภทข้าวโพดหรือผัก ได้รับการคุ้มครองเพียงประมาณ 10–12 ปี
ทว่าในความเป็นจริง การพัฒนาพันธุ์พืชชนิดใหม่ต้องใช้เวลาวิจัยเฉลี่ยถึง 15 ปี และยังต้องใช้เวลาอีก 5–7 ปี ในการทำแปลงสาธิตเพื่อให้เกษตรกรยอมรับ ส่งผลให้เมื่อเกษตรกรเริ่มยอมรับและเปิดขายเชิงพาณิชย์ ระยะเวลาคุ้มครอง 10–12 ปีก็หมดลงพอดี เปิดโอกาสให้ผู้อื่นขโมยสายพันธุ์ไปทำขายแข่งได้ทันทีโดยที่ผู้วิจัยยังไม่ทันคืนทุน
สมาคมฯ จึงเสนอให้ขยายระยะเวลาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เป็น 20–25 ปี ตามมาตรฐาน UPOV 1991 เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาการลงทุนจริง พร้อมเสนอให้มีระบบ การคุ้มครองชั่วคราว ในระหว่างที่นักวิจัยนำสายพันธุ์ลงทดสอบในแปลงเปิด ระบบนี้จะช่วยปกป้องผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อย (SME) ไม่ให้ถูกลักลอบนำสายพันธุ์ไปใช้ระหว่างทดลอง เนื่องจาก SME ไม่มีทุนมหาศาลในการล้อมรั้วระบบรักษาความปลอดภัยเหมือนบริษัทใหญ่
อุดช่องโหว่เทคโนโลยี EDV ป้องกันขโมยสายพันธุ์
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการเพิ่มการคุ้มครอง EDV (Essentially Derived Variety) หรือ "พันธุ์ที่ได้มาจากพันธุ์อื่นอย่างมีนัยสำคัญ" เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีอย่างการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) และการแก้ไขยีน (Gene Editing) มีความก้าวหน้าอย่างมาก ทำให้เปิดช่องให้ผู้ที่ฉวยโอกาสนำสายพันธุ์พืชใหม่ที่ผู้อื่นวิจัยมานานนับสิบปี ไปผ่านกระบวนการเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนลักษณะทางกายภาพเล็กน้อย
"เช่น ปั่นเนื้อเยื่อกล้วยไม้ 20 รอบจนเกิดจุดขาวเล็กๆ หรือปรับปลายใบพืช แล้วนำไปจดทะเบียนเป็น "พันธุ์ใหม่" ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรไม่มีอำนาจปฏิเสธเนื่องจากพบความต่างทางกายภาพภายนอก หากมีการใส่หลักการ EDV เข้าไปในกฎหมาย เจ้าของพันธุ์เดิมจะมีสิทธิ์คัดค้าน และผู้ที่จะนำสายพันธุ์ไปดัดแปลงเล็กน้อยเพื่อการค้าจะต้องขออนุญาต (License) จากเจ้าของพันธุ์เดิมก่อน ซึ่งเป็นการคุ้มครองความเป็นธรรมระหว่างนักปรับปรุงพันธุ์ด้วยกัน"
ชูประโยชน์ UPOV 1991 ดันส่งออกสู่ 5 หมื่นล้าน
สำหรับประเด็นการเข้าเป็นสมาชิก UPOV 1991 ดร.บุญญานาถ ระบุว่า เป็นการตัดสินใจระดับชาติที่รัฐบาลต้องพิจารณาประโยชน์รอบด้าน แต่ในเชิงอุตสาหกรรม การเป็นสมาชิก UPOV มีประโยชน์สำคัญคือ การยอมรับรายงานผลการทดสอบ DUS (Distinctness, Uniformity, Stability) ร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก
จากเดิมที่นักปรับปรุงพันธุ์ไทยต้องเสียเงินและเวลาไปปลูกทดสอบสายพันธุ์ในต่างประเทศถึง 2 ฤดูกาลหากต้องการไปจดทะเบียนคุ้มครอง การเป็นสมาชิก UPOV จะช่วยให้สามารถใช้รายงาน DUS จากประเทศไทยไปประกอบการจดทะเบียนในประเทศสมาชิกอื่นได้ทันที ช่วยลดต้นทุนมหาศาล รวมถึงมีระบบแจ้งเตือนกลาง (Warning System) เมื่อมีผู้ฉวยโอกาสนำสายพันธุ์ของไทยไปขอจดทะเบียนในต่างประเทศ
นอกจากนี้ สมาคมฯ ได้ยืนยันคัดค้านการนำระบบ สิทธิบัตร (Patent) มาใช้กับพันธุ์พืช เนื่องจากพันธุกรรมพืชถือเป็นสมบัติของมนุษยชาติ พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งจัดทำ ฐานข้อมูลอัตลักษณ์ทางพันธุกรรม (Molecular Markers) เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันสิทธิ์ความเป็นเจ้าของพันธุกรรมพืชไทยอย่างแท้จริง แทนการเก็บรักษาเชื้อพันธุ์ในธนาคารพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว
"ปัจจุบันประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์อยู่ที่ประมาณ 24,000 ล้านบาท สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยได้วางเป้าหมายร่วมกับกรมวิชาการเกษตร หอการค้าไทย และผู้ประกอบการ SME ในการผลักดันมูลค่าการส่งออกไปสู่ 50,000 ล้านบาท การยกระดับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้เป็นสากลและสร้างความคุ้มครองที่เป็นธรรม จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับนักปรับปรุงพันธุ์ทั้งในภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน" ดร.บุญญานาถ กล่าวทิ้งท้าย







