
ส่งออกอาหารครึ่งปีทรุด สงคราม-ค่าเงินบาท-ค่าขนส่งฉุด ลุ้น Q4 พลิกบวก
ส่งออกอาหารไทยครึ่งปีแรก 2569 ลด 7.8% เหลือ 6.93 แสนล้านบาท ถูกกดดันจากบาทแข็ง-สงคราม-ค่าขนส่งทางเรือ ผู้ส่งออกเร่งปรับกลยุทธ์รับมือ “วิศิษฐ์” ลุ้น Q4 ฟื้น ดันยอดทั้งปีพลิกบวกโต 3-5% หากตลาดโลกและคำสั่งซื้อช่วงเทศกาลหนุน
KEY
POINTS
- มูลค่าการส่งออกอาหารไทยครึ่งปีแรกลดลง 7.8% โดยมีปัจจัยหลักจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (สงคราม) และต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น
- ผลกระทบจากค่าเงินบาททำให้สินค้าบางรายการแม้จะส่งออกในปริมาณที่เพิ่มขึ้น แต่มูลค่าที่แปลงเป็นเงินบาทกลับลดลง กระทบต่อกำไรและความสามารถในการแข่งขัน
- ผู้ประกอบการคาดหวังว่าการส่งออกจะฟื้นตัวในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาล เพื่อผลักดันให้ภาพรวมทั้งปีสามารถพลิกกลับมาเป็นบวกได้
การส่งออกสินค้าอาหารไทยในช่วงครึ่งแรกปี 2569 เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนขนส่งที่พุ่งสูง และเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารสำเร็จรูปเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 693,376.26 ล้านบาท ลดลง 7.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้เมื่อมองในรูปดอลลาร์สหรัฐจะยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อยก็ตาม
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปและที่ปรึกษาสมาคม ถึงทิศทางอุตสาหกรรมอาหารไทย ท่ามกลางโจทย์สำคัญที่ผู้ส่งออกต้องรับมือในช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ ตั้งแต่การรักษารายได้ต่อหน่วย การบริหารความเสี่ยงค่าเงิน ไปจนถึงการเร่งหาตลาดใหม่ เพื่อประคองเป้าหมายการส่งออกทั้งปีให้กลับมาเป็นบวก
ครึ่งปีส่งออกลด 7.8% บาทแข็งกดรายได้
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกสินค้าอาหารสำเร็จรูปของไทยในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 มีมูลค่า 693,376.26 ล้านบาท ลดลง 7.8% จาก 752,034.07 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือหายไปประมาณ 58,658 ล้านบาท สะท้อนแรงกดดันที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2568 ซึ่งทั้งปีมูลค่าการส่งออกลดลง 5.3%
หากพิจารณา 5 กลุ่มสินค้าหลักของสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ได้แก่ อาหารทะเล สับปะรด ข้าวโพดหวาน ผักและผลไม้ และเครื่องปรุงกับอาหารพร้อมรับประทาน พบว่ามีมูลค่าส่งออกรวม 109,769 ล้านบาท ลดลง 5% ขณะที่ปริมาณส่งออกลดลงเพียง 1.3% อยู่ที่ประมาณ 1.477 ล้านตัน และที่น่าสนใจคือมูลค่าในรูปดอลลาร์สหรัฐกลับเพิ่มขึ้น 0.5% เป็น 3,472 ล้านดอลลาร์
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่า การส่งออกอาหารไทยไม่ได้หมายความว่าความต้องการในตลาดโลกหายไปทั้งหมด แต่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญแรงกดดันจากรายได้เมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท รวมถึงราคาและส่วนผสมสินค้าต่อหน่วย โดยค่าเงินบาทโดยเฉลี่ยลดลงจากประมาณ 33.44 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในครึ่งแรกปี 2568 เหลือประมาณ 31.62 บาทต่อดอลลาร์ในครึ่งแรกของปีนี้
“โจทย์ใหญ่ของอาหารไทยครึ่งปีแรกคือเงินบาทแข็งค่า เพราะสินค้าเกษตรและอาหารมีอัตรากำไรไม่สูง เมื่อค่าเงินสวนทางกับรายได้ส่งออก จึงกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันโดยตรง” นายวิศิษฐ์ ฉายภาพ
อาหารทะเล-ผักผลไม้หดตัว บางสินค้าสวนกระแส
สำหรับ 5 กลุ่มสินค้า อาหารทะเลยังมีมูลค่าส่งออกสูงสุด 54,133 ล้านบาท ลดลง 3.8% รองลงมาคือผักและผลไม้ 25,599 ล้านบาท ลดลง 8.5% เครื่องปรุงและอาหารพร้อมรับประทาน 14,037 ล้านบาท ลดลง 2.1% สับปะรด 11,812 ล้านบาท ลดลง 6.2% และข้าวโพดหวาน 4,188 ล้านบาท ลดลง 5.2%
อย่างไรก็ดี สินค้าอาหารบางรายการยังเติบโตได้ดี ได้แก่ กะทิสำเร็จรูปทั่วไป 7,179 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% อาหารสัตว์เลี้ยง 14,721 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% ซอสพริก 3,522 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% ปลาแมคเคอเรลกระป๋อง 1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 27% และน้ำสับปะรดเข้มข้น 2,872 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% รวมถึงสาหร่ายอบหรือปรุงรส ซีอิ๊ว และลำไยกระป๋องที่ยังขยายตัว
นายวิศิษฐ์ มองว่า อาหารสัตว์เลี้ยงและไก่แปรรูปยังเป็นกลุ่มที่เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่อาหารทะเลกระป๋องและอาหารแปรรูปเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะเป็นโปรตีนราคาประหยัดที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
ในทางกลับกัน สินค้าที่เป็นตัวฉุดสำคัญคือปลาทูน่ากระป๋อง ซึ่งมีมูลค่า 36,919 ล้านบาท ลดลง 6% หรือหายไปประมาณ 2,467 ล้านบาท คิดเป็นราว 42% ของมูลค่าที่ลดลงสุทธิใน 5 กลุ่มสินค้า ตามด้วยน้ำมะพร้าว น้ำผลไม้ชนิดเดียว สับปะรดกระป๋อง และผลไม้อบแห้ง
ปริมาณเพิ่ม แต่มูลค่าลด สัญญาณเตือนผู้ส่งออก
ประเด็นที่ต้องจับตาคือ สินค้าบางรายการไม่ได้มีปัญหาจากยอดขายหรือปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากรายได้ต่อหน่วยลดลง โดยสับปะรดมีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น 12.4% แต่มีมูลค่าเงินบาทลดลง 6.2% ขณะที่ข้าวโพดหวานมีปริมาณเพิ่ม 2.8% แต่มูลค่าลดลง 5.2% ส่วนสับปะรดกระป๋องมีปริมาณเพิ่มถึง 15% แต่มูลค่าลดลง 7%
ดังนั้น ผู้ส่งออกต้องเปลี่ยนจากการมองเพียงจำนวนตันที่ขายได้ ไปสู่การรักษารายได้และกำไรต่อหน่วย โดยต้องทบทวนสูตรราคา เงื่อนไขปรับราคาตามต้นทุนและค่าเงิน ตลอดจนเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่ม
ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์มะพร้าวก็สะท้อนภาพการเติบโตที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยกะทิสำเร็จรูปทั่วไปเพิ่มขึ้น 7% เป็น 7,179 ล้านบาท แต่กะทิออร์แกนิกลดลง 39% น้ำมะพร้าวลดลง 10% และมะพร้าวอบแห้งลดลง 50% จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์มะพร้าวทั้งหมดเติบโตดี
สงครามดันค่าระวางพุ่ง กระทบกำไร
นอกจากค่าเงินแล้ว ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และค่าระวางเรือยังเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อต้นทุนผู้ส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีราคาต่อหน่วยไม่สูง เมื่อค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นจึงกระทบกำไรอย่างมาก เส้นทางไปยุโรปและแอฟริกายังเผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์ในช่องแคบบับเอลมันเดบและทะเลแดง ทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ส่งผลให้ระยะเวลาและต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น ขณะที่การขนส่งเข้าสู่ตะวันออกกลางยังเจอปัญหาความแออัดและต้องถ่ายสินค้าต่อทางบก ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้นอีก
“อาหารไทยไม่ได้ขายไม่ออกทั้งหมด แต่กำลังแบ่งเป็นหลายขั้ว ทั้งสินค้าที่โต สินค้าที่หดตัวจริง และสินค้าที่ส่งออกได้มากขึ้นแต่รายได้ต่อหน่วยลดลง ผู้ประกอบการจึงต้องมองเรื่องกำไรต่อหน่วยมากกว่าปริมาณเพียงอย่างเดียว”
ข้าว-น้ำตาลถูกกดดัน ลุ้นตลาดอาเซียนชดเชยอิรัก
สำหรับข้าว ผลไม้ และน้ำตาลทราย ยังคงเป็น 3 กลุ่มที่เผชิญแรงกดดันมาตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ตาม ข้าวเริ่มมีปัจจัยบวกจากฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่กลับมาเร่งซื้อข้าวไทยเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร หลังเกรงวิกฤตเอลนีโญ ช่วยชดเชยตลาดอิรักที่คำสั่งซื้อลดลงอย่างมากจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง
ส่วนน้ำตาลทรายเริ่มเห็นสัญญาณกลับมาเป็นบวก หลังครึ่งปีแรกติดลบกว่า 20% โดยปัจจัยตลาดโลกยังมีความไม่แน่นอน ทั้งการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะบราซิล รวมถึงความผันผวนของค่าเงินและการแข่งขันทางการค้า
ด้านการบริหารความเสี่ยง ผู้ส่งออกเริ่มเข้มงวดเรื่องเครดิตเทอมมากขึ้น โดยตลาดใหม่จะเน้นชำระเงินทันที หรือเรียกมัดจำล่วงหน้าสูงสุด 50% ขณะที่ลูกค้าเก่าที่มีความสัมพันธ์ยาวนานยังอาจได้รับเครดิต 60-90 วัน ส่วนคู่ค้าทั่วไปปรับมาใช้ CAD หรือชำระเงินเมื่อเอกสารส่งถึงผู้นำเข้า
ลุ้น Q4 กู้ยอดทั้งปี โตเต็มที่ 3-5%
นายวิศิษฐ์ประเมินว่า การส่งออกอาหารไทยในปี 2569 มีโอกาสขยายตัวได้เต็มที่หรือดีที่สุดราว 3-5% เนื่องจากยอดสะสมในช่วงต้นปียังติดลบประมาณ 5-7% จึงต้องเร่งทำตลาดในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หากตลาดโลกฟื้นตัวก็จะช่วยดึงยอดส่งออกกลับมาเป็นบวกได้
สำหรับครึ่งปีหลัง ผู้ประกอบการควรเร่งขยายตลาดและสร้างแบรนด์ในกลุ่มที่มีทั้งฐานตลาดและแรงส่ง เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง กะทิสำเร็จรูปทั่วไป ซอสพริก ปลาแมคเคอเรลกระป๋อง และน้ำสับปะรดเข้มข้น ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมสูตรและบรรจุภัณฑ์ ขณะเดียวกัน สินค้าที่เป็นตัวฉุดฐานใหญ่ เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง น้ำมะพร้าว น้ำผลไม้ชนิดเดียว สับปะรดกระป๋อง และผลไม้อบแห้ง ต้องเร่งวิเคราะห์แยกเป็นรายตลาดและลูกค้า เพื่อแยกให้ออกว่าสาเหตุเกิดจากคำสั่งซื้อลดลง หรือเป็นปัญหาจากราคาต่อหน่วย
“ความหวังของผู้ส่งออกอาหารไทยอยู่ที่ไตรมาส 4 หากตลาดโลกกลับมาดีขึ้นและเร่งยอดขายช่วงเทศกาลได้ การปิดปีด้วยตัวเลขส่งออกเป็นบวกก็ถือว่าน่าพอใจอย่างมาก เมื่อเทียบกับแรงกดดันที่เกิดขึ้นในครึ่งปีแรก” นายวิศิษฐ์ กล่าวตอนท้าย







