
กูรูยาง-กยท.ฟันธงราคายาง 7–11 ก.ย. ทรงตัว จีนฟื้นช้า-เวียดนามแย่งตลาด
กูรูยาง–กยท.ฟันราคายาง 7–11 ก.ย. ทรงตัว จีนฟื้นช้า–เวียดนามรุกแย่งตลาด แต่ไทยเจอซัพพลายหด เอลนีโญพ่นพิษผลผลิตลดจริง เผย 10 ปี “ยางพารา” หมดมนต์ขลัง ไร้แรงจูงใจปลูกใหม่ คนโค่นแล้วไม่คิดปลูกซ้ำ ส่อวิกฤตของขาดลากยาว
KEY
POINTS
- กยท. คาดการณ์ราคายางพาราระหว่างวันที่ 7-11 ก.ย. มีแนวโน้มทรงตัวในกรอบแคบหรือปรับขึ้นเล็กน้อย โดยมีปัจจัยหนุนจากผลผลิตที่ลดลงและราคาน้ำมันที่สูง
- เศรษฐกิจจีนที่ยังฟื้นตัวช้าส่งผลให้คำสั่งซื้อชะลอตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคายาง
- ผู้ซื้อจีนหันไปนำเข้าน้ำยางข้นจากเวียดนามและเกาะไหหลำมากขึ้น เนื่องจากมีราคาถูกกว่ายางไทย ทำให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ประเมินทิศทางราคายางพาราระหว่างวันที่ 7–11 กันยายน 2569 มีแนวโน้ม ทรงตัวในกรอบแคบ หรือปรับขึ้นเล็กน้อย หลังราคาปรับฐานในสัปดาห์ก่อนและเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากฝนตกหนักในหลายพื้นที่กรีดยาง ทำให้ผลผลิตเข้าสู่ตลาดลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบตลาดโลกยังทรงตัวในระดับสูง
นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านบริหาร กยท. เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ช่วงวันที่ 31 สิงหาคม–4 กันยายน 2569 ราคายางเฉลี่ยค่อนข้างทรงตัว โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 เฉลี่ย 83.66 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นคุณภาพดี 81.48 บาทต่อกิโลกรัม และน้ำยางสด 78.60 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ยางก้อนถ้วยปรับตัวขึ้นเล็กน้อย เฉลี่ย 71.30 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับ DRC 100% และ 49.91 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับ DRC 70%
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงราคาคือ ฝนตกชุกกระทบการกรีดยาง ทำให้ปริมาณน้ำยางดิบเข้าสู่ตลาดลดลง ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง โดย Brent เฉลี่ย 95.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI เฉลี่ย 90.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กยท.คาดว่าราคายางสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ ดังนี้
- ยางแผ่นรมควันชั้น 3: 82.50–85.40 บาท/กก.
- ยางแผ่นคุณภาพดี 3%: 80.10–82.60 บาท/กก.
- น้ำยางสด: 77.50–80.50 บาท/กก.
- ยางก้อนถ้วย DRC 100%: 69.50–71.80 บาท/กก.
- ยางก้อนถ้วย DRC 70%: 49.20–50.40 บาท/กก.
ภาพรวมจึงยังเป็นตลาด “ทรงตัว แต่มีแรงส่งให้ขยับขึ้นเล็กน้อย” หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามากดดัน
จีนฟื้นช้า ยางไทยแพง ดันเวียดนามแย่งตลาด
ขณะที่สถานการณ์ตลาดปลายทางยังเป็นโจทย์สำคัญ นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล นายกกิตติมศักดิ์สมาคมน้ำยางข้นไทย เปิดเผยว่า ตลาดจีนยังฟื้นตัวไม่ดี ส่งผลให้คำสั่งซื้อชะลอลง ขณะเดียวกันผู้ซื้อจีนเริ่มหันไปซื้อน้ำยางข้นจากเวียดนาม รวมถึงเกาะไหหลำมากขึ้น เนื่องจากมีราคาถูกกว่ายางจากไทย
ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ ราคายางไทยยังสูงกว่าคู่แข่ง ทำให้ผู้ประกอบการน้ำยางข้นต้องเร่งกระจายตลาดส่งออก เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดจีน
ก่อนหน้านี้ราคาน้ำยางข้นเคยพุ่งขึ้นไปมากกว่า 70–75 บาทต่อกิโลกรัม จนผู้ซื้อบางส่วนชะลอคำสั่งซื้อ เพราะภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถรับต้นทุนได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางยืดและถุงมือยาง ซึ่งมีข้อจำกัดด้านต้นทุนมากกว่าอุตสาหกรรมล้อยางรถยนต์
“ซัพพลายลด” ปมใหญ่ ยางไทยของน้อยจริง
ด้านนายกรกฎ กิตติพล เลขาธิการสมาคมยางพาราไทย มองว่า แม้ราคายางยังมีแรงหนุนจากสงครามและราคาน้ำมันดิบ แต่ปัจจัยที่ต้องจับตาที่สุดคือ “ซัพพลายยางพาราที่ลดลง” ซึ่งเกิดขึ้นจริงทั้งในไทยและตลาดโลกผลผลิตยางไทยปีนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ทั้งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง อากาศร้อนจัด และฝนตกหนักไม่ตรงกับช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการกรีดยาง ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณผลผลิต
นอกจากนี้ โครงสร้างอุปทานยางโลกกำลังเปลี่ยนไป โดยประเทศผู้ผลิตหลายแห่งลดพื้นที่ปลูกยางเพื่อหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น อินโดนีเซียที่มีการเปลี่ยนพื้นที่ยางไปปลูกปาล์มน้ำมัน ขณะที่ไทยมีการโค่นสวนยางเพื่อปลูกทุเรียน ที่สำคัญ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การปลูกยางใหม่ทั่วโลกมีไม่มาก นอกเหนือจากบางประเทศในทวีปแอฟริกา สะท้อนว่ายางพาราไม่ได้เป็นพืชที่ดึงดูดการลงทุนเหมือนในอดีต หลังราคายางตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้จูงใจให้เกษตรกรรายใหม่เข้ามาปลูก
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดยางพาราเผชิญโจทย์สองด้านพร้อมกัน คือ “ดีมานด์โลกยังไม่ฟื้นเต็มที่ แต่ซัพพลายกลับลดลงจริง” ส่งผลให้ราคามีแรงพยุงไม่ให้ทรุดตัวแรง ขณะที่การจะปรับขึ้นอย่างชัดเจนยังต้องรอแรงซื้อจากจีนและเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเป็นรูปธรรม
ดังนั้น สัปดาห์นี้จึงต้องจับตา 3 ตัวแปรสำคัญ ได้แก่ “จีนฟื้นหรือไม่–น้ำมันไปทางไหน–ผลผลิตยางออกมากน้อยเพียงใด” ซึ่งจะเป็นตัวชี้ทิศทางราคายางไทยในระยะต่อไป







