
‘วีริศ’ เปลี่ยนเกมยางไทย จากขายวัตถุดิบ สู่ “ขายความยั่งยืน”
“วีริศ” เปิดเกมรุก กยท. ปรับโครงสร้างยางไทย รับกติกาโลกใหม่ ดัน EUDR–BCG–คาร์บอนเครดิต ยกระดับจากผู้ผลิตวัตถุดิบสู่ตลาดยางยั่งยืน พร้อมเร่งสกัดโรค ลดต้นทุน และสร้างรายได้ใหม่ให้ชาวสวน
KEY
POINTS
- ตลาดโลกเปลี่ยนกติกาการค้าโดยให้ความสำคัญกับความยั่งยืน การตรวจสอบย้อนกลับ และการไม่ทำลายป่า (EUDR) มากกว่าเรื่องราคา
- กยท. มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมยางไทยจากการเป็นผู้ขายวัตถุดิบ สู่การสร้างระบบตลาดยางยั่งยืนที่น่าเชื่อถือในระดับสากล
- ส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจ BCG และการทำคาร์บอนเครดิต เพื่อลดต้นทุนและสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรนอกเหนือจากการขายยาง
- เตรียมความพร้อมรับกฎระเบียบ EUDR โดยจัดทำฐานข้อมูลสวนยางที่เชื่อมโยงกับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ
ประเทศไทย ในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตยางพารารายสำคัญของโลก กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดยางฯ เมื่อกติกาการค้าโลกไม่ได้วัดกันเพียงราคาและปริมาณอีกต่อไป แต่กำลังให้ความสำคัญกับที่มาของสินค้า การไม่ทำลายป่า การตรวจสอบย้อนกลับ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สิทธิมนุษยชน แรงงาน และหลักฐานด้านความยั่งยืน
โจทย์ใหญ่ของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จึงไม่ใช่เพียงการดูแลราคายาง แต่ต้องยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมยางพาราไทย จากประเทศผู้ผลิตวัตถุดิบ ไปสู่ผู้สร้างระบบตลาดยางยั่งยืนที่โลกเชื่อถือได้
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายวีริศ อัมระปาล” กรรมการการยางแห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ถึงทิศทางการขับเคลื่อน กยท. ท่ามกลางกติกาการค้าโลกยุคใหม่ การรับมือโรคยางพารา การใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน ตลอดจนการสร้างรายได้ใหม่จากคาร์บอนเครดิตให้กับเกษตรกร
เปลี่ยนโจทย์จากขายยางฯสู่ ขายความยั่งยืน
นายวีริศ กล่าวว่า วันนี้ตลาดยางพาราโลกกำลังเข้าสู่กติกาใหม่ที่เข้มข้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไม่ทำลายป่า ระบบตรวจสอบย้อนกลับ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน แรงงาน และความยั่งยืน ดังนั้น โจทย์ของยางพาราไทยในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงเรื่องราคา แต่ต้องมองทั้งระบบ เราต้องยกระดับประเทศไทยจากผู้ผลิตวัตถุดิบไปสู่ผู้สร้างระบบตลาดยางยั่งยืนที่โลกเชื่อถือได้
กยท.จึงร่วมมือกับ AFMA ซึ่งเป็นองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศระดับรัฐบาล มีรากฐานความร่วมมือเชื่อมโยงกับ FAO และ UN ESCAP เพื่อพัฒนามาตรฐานยางยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การจัดการสวนยาง การผลิตยาง พืชร่วมยาง การจัดเก็บคาร์บอน ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ข้อมูลด้านความยั่งยืน ไปจนถึงผู้ซื้อและตลาดปลายทาง เป้าหมายคือการวางโครงสร้างใหม่ให้อุตสาหกรรมยางเป็นระบบเศรษฐกิจยั่งยืนครบวงจร ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ยางพาราไทย ลดความเสี่ยงจากกติกาการค้าโลก และทำให้ภาคเกษตรไทยมีความพร้อมสอดคล้องกับทิศทางของ OECD มากขึ้น
“สกัดโรคยาง” เชื่อมฐานข้อมูล–ระบบเตือนภัย
นายวีริศ กล่าวว่า เรื่องที่ กยท. ยังให้ความสำคัญคือการบริหารจัดการโรคในยางพารา เพราะโรคไม่ได้กระทบเฉพาะต้นยาง แต่ส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความมั่นคงของเกษตรกร เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการโรคและยกระดับมาตรฐานผลผลิตยางพารา ผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อกำหนดทิศทางและกำกับการจัดทำแผนบูรณาการเชิงรุกในการบริหารจัดการโรค การทำงานจะเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
“หัวใจสำคัญคือการสร้าง ฐานข้อมูลกลางด้านโรคพืชและพื้นที่เสี่ยง พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือ Early Warning System เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันจะมีมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเศษวัสดุ และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคตั้งแต่ต้นทาง”
ส่วนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบไปแล้ว จะมีมาตรการฟื้นฟู ทั้งการสนับสนุนชีวภัณฑ์ การบริหารจัดการโรคระบาด และการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชทดแทนตามความเหมาะสม รวมถึงติดตามและประเมินผลหลังให้ความช่วยเหลือ เพื่อปรับแผนรับมือให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดัน BCG ใช้ “โซลาร์–ปุ๋ยอินทรีย์–พืชร่วม”เพิ่มรายได้
“กยท.” ไม่ได้มองเพียงการเพิ่มผลผลิต แต่ต้องทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มและลดต้นทุนการผลิต จึงเดินหน้าโครงการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม หรือ BCG Model หนึ่งในแนวทางคือส่งเสริมให้เกษตรกรใช้พลังงานหมุนเวียน โดยติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสูบน้ำจากบ่อบาดาลมาใช้ในสวนยาง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนด้านพลังงาน
อีกส่วนคือการสนับสนุนสถาบันเกษตรกรผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง เพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี ฟื้นฟูโครงสร้างดิน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการส่งเสริมพืชร่วมยางมูลค่าสูง เช่น โกโก้ ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มรายได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในสวนยางด้วย
นายวีริศ กล่าวอีกว่า โครงการที่ต้องการผลักดันคือการยกระดับพื้นที่เกษตรกรรมที่มีการเผาซ้ำซากให้เป็นสวนยางพาราผสมผสาน เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งแนวคิดคือเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมที่เสื่อมโทรมจากการเผาเศษซากพืชและวัสดุเหลือใช้ ให้เป็นพื้นที่ปลูกยางซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ และนำแปลงเข้าสู่ระบบรับรองคาร์บอนเครดิต T-VER นั่นหมายความว่าเกษตรกรจะไม่ได้มีรายได้เฉพาะจากการขายยาง แต่มีโอกาสสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่จากสิทธิคาร์บอนในปี 2570 กยท.จะเริ่มสำรวจและชี้เป้าพื้นที่วิกฤต ก่อนเดินหน้าปลูกใหม่ปีละ 200,000 ไร่ ต่อเนื่อง 5 ปี เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนกล้าไม้ และทำให้การกระจายเงินอุดหนุนเป็นไปอย่างสมดุล
ใช้ตลาดกลาง–ชะลอขาย พยุงราคา
นายวิริศ กล่าวว่า ด้านการรักษาเสถียรภาพราคายาง กยท.จะเข้าซื้อยางผ่านตลาดกลางยางพาราของ กยท.ในช่วงที่ราคาตกต่ำต่อเนื่อง หรือเกิดความผันผวนรุนแรง พร้อมสนับสนุนเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้าร่วมกิจกรรมชะลอการขายยาง โดย กยท.อุดหนุนสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อบริหารปริมาณผลผลิตไม่ให้เข้าสู่ตลาดพร้อมกันมากเกินไปจนกดดันราคา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงกรกฎาคม 2569 มีสถาบันเกษตรกรนำยางเข้าร่วมโครงการชะลอการขายจำนวน 19,813.71 ตัน ส่งผลให้ราคายางในตลาดกลางมีความผันผวนไม่เกิน 2 บาทต่อกิโลกรัม
ปิดเกม EUDR ฐานข้อมูลยางเชื่อม GIS
สำหรับการเตรียมความพร้อมรองรับกฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ EUDR กยท.ได้จัดทำฐานข้อมูลแผนที่พื้นที่ยืนต้นยางพาราของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน และเชื่อมโยงข้อมูลแปลงเข้าสู่ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์(GIS) เป้าหมายคือทำให้มีข้อมูลพื้นที่ปลูกยางที่ชัดเจน และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกรกับแหล่งที่มาของผลผลิตได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยางไทยในอนาคต
ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีแปลงยางพาราที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.ทั้งหมด 1,831,957 แปลง เชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบ GIS แล้ว 1,804,046 แปลง หรือ 98.48% เหลือเพียง 27,911 แปลง หรือ 1.52% ซึ่ง กยท.กำลังเร่งดำเนินการในพื้นที่ที่เหลือ เพื่อให้ฐานข้อมูลมีความครบถ้วนมากที่สุด
ปัจจุบันปริมาณยาง EUDR ที่จำหน่ายรวมในพื้นที่รับผิดชอบของ กยท. ที่มีปริมาณจำหน่ายสูงสุดคือ ตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา 7,868.82 ตัน รองลงมาคือ สุราษฎร์ธานี 3,826.22 ตัน โดยเครือข่ายชุมนุม สกย.สุราษฎร์ธานี จำกัด จำหน่ายสูงสุด 2,977.441 ตัน นครศรีธรรมราช มีปริมาณจำหน่าย 2,158.55 ตัน โดยเครือข่ายชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางนครศรีธรรมราช จำหน่ายสูงสุด 481 ตัน ขณะที่บุรีรัมย์ มี 1,957.66 ตัน ระยอง 1,086.16 ตัน ยะลา 71.98 ตัน และหนองคาย 60.50 ตัน
ยางไทยต้องขายความยั่งยืน
ภาพใหญ่ที่สะท้อนจากแนวทางของ กยท. คือ การแข่งขันของยางพาราไทยในอนาคตจะไม่ได้ตัดสินกันที่ราคาหน้าสวนเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกันตั้งแต่ แหล่งที่มาของยาง ความยั่งยืน การตรวจสอบย้อนกลับ การลดคาร์บอน ไปจนถึงความสามารถในการตอบโจทย์กติกาการค้าโลก
“การเดินหน้า EUDR ควบคู่กับ BCG การบริหารโรค การใช้พลังงานหมุนเวียน พืชร่วมยาง และคาร์บอนเครดิต จึงเป็นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยางไทยครั้งสำคัญ เพื่อให้เกษตรกรไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตวัตถุดิบ แต่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและรับประโยชน์จากเศรษฐกิจยางยั่งยืนที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดโลก” นายวิริศ กล่าวย้ำในตอนท้าย
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,232 วันที่ 3 - 9 กันยายน พ.ศ. 2569







