thansettakij
thansettakij
ไก่ไทยเจอศึก 4 ด้าน แม่พันธุ์กระจุกสหรัฐ ตลาดส่งออกแข่งเดือด

ไก่ไทยเจอศึก 4 ด้าน แม่พันธุ์กระจุกสหรัฐ ตลาดส่งออกแข่งเดือด

อุตสาหกรรมไก่ไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ตั้งแต่พันธุ์ GGP-GP กระจุกในสหรัฐฯ เสี่ยงโรคระบาด ตลาดเกาหลีสินค้าเวียดนามชิงได้เปรียบ เอกชนจี้รัฐเจรจาญี่ปุ่นลดภาษี JTEPA เพิ่มขีดแข่งขัน พร้อมแก้ปมจีนสวมสิทธิ์ส่งมาเลเซีย ขณะ ตลาด EU เตรียมคุมเข้มยาปฏิชีวนะ 37 รายการ มีผล 3 ก.ย.นี้

KEY

POINTS

  • อุตสาหกรรมไก่ไทยมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพันธุกรรม เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นแหล่งผลิตหลักของโลกกว่า 80% และเสี่ยงต่อการระบาดของไข้หวัดนก
  • ตลาดส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งเผชิญการแข่งขันรุนแรงและปริมาณส่งออกลดลง จากปัจจัยลบในตลาดจีน ตะวันออกกลาง และปัญหาการปิดด่านชายแดนกัมพูชา
  • ไทยเสียเปรียบด้านภาษีในตลาดสำคัญอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างจีน บราซิล และเวียดนาม
  • เผชิญอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น โควตานำเข้าและมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งกระทบต่อกระบวนการผลิต

อุตสาหกรรมไก่เนื้อไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ทั้งด้านความมั่นคงทางพันธุกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันตลาดโลก หลังแหล่งผลิตพ่อแม่พันธุ์ระดับปู่ย่าพันธุ์ (GGP) และพ่อแม่พันธุ์ (GP) ของโลกประมาณ 80% กระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกา ขณะที่การระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรง (HPAI) ในประเทศผู้ผลิตสำคัญ เพิ่มความเสี่ยงต่อการจัดหาพันธุ์และห่วงโซ่การผลิตไก่ไทย

แหล่งข่าวจากวงการไก่เนื้อ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ไทยยังต้องพึ่งพาพันธุ์ไก่จากต่างประเทศ โดยเฉพาะแหล่งพันธุ์หลักของอุตสาหกรรมโลก เมื่อประเทศต้นทางเกิดโรคระบาดและมีการประกาศระงับหรือส่งออกสัตว์หรือซากสัตว์ ย่อมกระทบต่อการจัดหาพันธุ์และอาจลุกลามไปถึงการผลิตไก่เนื้อทั้งระบบ

 

ไก่ไทยเจอศึก 4 ด้าน แม่พันธุ์กระจุกสหรัฐ ตลาดส่งออกแข่งเดือด

ที่ผ่านมา ไทยเคยระงับการนำเข้าพันธุ์สัตว์จากประเทศที่เกิดการระบาด ทั้งเนเธอร์แลนด์ ฮังการี โปแลนด์ และสหรัฐฯ แต่การใช้มาตรการครอบคลุมทั้งประเทศโดยไม่พิจารณาความแตกต่างของพื้นที่ อาจเพิ่มความเสี่ยงการขาดแคลนพันธุ์สัตว์ในประเทศ ดังนั้นจึงควรใช้แนวทางประเมินความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ หรือ Risk-based Approach โดยพิจารณาสถานการณ์โรคและแหล่งที่มาของพันธุ์ หากความเสี่ยงต่ำจึงพิจารณาผ่อนผันการนำเข้า เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัยกับความมั่นคงด้านพันธุ์สัตว์

ปัจจุบันสายพันธุ์หลักของอุตสาหกรรมไก่เนื้อโลกมี 4 สายพันธุ์ ได้แก่ Arbor Acres, Ross, Cobb และ Hubbard โดยฐานผลิตหลักอยู่ในสหรัฐฯ ขณะที่ยุโรปเป็นแหล่งสำคัญรองลงมา แต่ยังเผชิญข้อจำกัดจากไข้หวัดนก ส่วนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์สามารถเป็นทางเลือกได้ แต่กำลังผลิตและปริมาณการขนส่งยังไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ประกอบการไทย ทำให้อุตสาหกรรมต้องบริหารความเสี่ยงด้านพันธุ์อย่างต่อเนื่อง

5 เดือนแรก ปี 69 ไก่เข้าเลี้ยง 724 ล้านตัว

ด้านการผลิต ช่วง 5 เดือนแรกปี 2569 ไทยมีลูกไก่เนื้อเข้าเลี้ยง 724.58 ล้านตัว เฉลี่ย 42.27 ล้านตัวต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้น 0.48% จากปีก่อน ขณะที่ผลผลิตไก่เนื้ออยู่ที่ 698.50 ล้านตัว คิดเป็นเนื้อไก่ประมาณ 1.202 ล้านตัน เพิ่มขึ้นในจำนวนไก่ 0.71% แต่ปริมาณเนื้อลดลง 0.09% อย่างไรก็ตาม ไก่ที่เข้าสู่กระบวนการชำแหละเพื่อส่งออกลดลง 3.97% เหลือ 505.09 ล้านตัว และน้ำหนักเฉลี่ยลดลงเหลือ 2.68 กิโลกรัมต่อตัว

แรงกดดันชัดเจนในตลาดไก่สด แช่เย็น และแช่แข็ง ซึ่งส่งออกลดลง 15.58% จากปัจจัยตลาดจีนที่มีข้อจำกัดช่วงต้นปี ตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งจนความต้องการเนื้อหน้าอกลดลง และกัมพูชาที่การส่งออกสะดุดจากการปิดด่านชายแดน ขณะที่ไก่แปรรูปยังขยายตัว 4.19% โดยมีญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรเป็นตลาดหลัก ช่วยพยุงภาพรวมการส่งออก

ตลาดญี่ปุ่นยังเป็นโจทย์สำคัญ เพราะไก่สดไทยเสียภาษีนำเข้า 8.5% และไก่ปรุงสุก 3% ภาคอุตสาหกรรมจึงเสนอให้เร่งเจรจาภายใต้ JTEPA เพื่อลดภาษีและเพิ่มความสามารถแข่งขันกับจีนและบราซิล ขณะที่มาเลเซียยังมีโอกาสเติบโต แต่ต้องเร่งแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าและการสวมสิทธิ์สินค้าที่มีต้นทางจากจีน ซึ่งกระทบทั้งผู้ประกอบการไทยและความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดโลก

ไก่ไทยเจอศึก 4 ด้าน แม่พันธุ์กระจุกสหรัฐ ตลาดส่งออกแข่งเดือด

ส่วนตลาดเกาหลีใต้ ไทยยังเสียเปรียบด้านภาษี โดยไก่สดถูกเก็บ 20% และไก่แปรรูป 30% เท่ากับจีนและบราซิล ขณะที่เวียดนามสามารถบรรลุข้อตกลงลดภาษีได้แล้ว ภาคเอกชนจึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเจรจาเพื่อรักษาความสามารถแข่งขัน

ขณะที่ตลาดสหภาพยุโรปยังเผชิญทั้งข้อจำกัดด้านโควตาและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร โดยกรมปศุสัตว์เตรียมออกประกาศห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ 37 รายการ ซึ่งสหภาพยุโรปกำหนดให้สงวนไว้สำหรับการใช้ในมนุษย์ และจะมีผลบังคับใช้วันที่ 3 กันยายน 2569 ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับระบบการผลิตและควบคุมการใช้ยาให้สอดคล้องมาตรฐานใหม่

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,229 วันที่ 23 - 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569