
วาระร้อน Egg Board จ่อไฟเขียว “รายใหม่” นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ Cage-Free รายแรกไทย
จับตา 20 ส.ค.นี้ คณะอนุกรรมการที่ปรึกษา Egg Board เตรียมพิจารณาคำขอ “ผู้ประกอบการรายใหม่” นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ Parent Stock สำหรับระบบเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง หรือ Cage-Free ปูทางสู่มาตรฐานการผลิตรูปแบบใหม่ ขณะที่เอกชนวางแผนนำเข้า 1 หมื่นตัวจากยุโรป พร้อมกางโรดแมปดันกำลังผลิตแตะ 1 ล้านตัวภายในปี 2571
KEY
POINTS
- คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่ฯ (Egg Board) เตรียมพิจารณาอนุมัติให้ผู้ประกอบการรายใหม่นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่สำหรับการเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง (Cage-Free) เป็นรายแรกของไทย
- บริษัท เคจฟรีฟาร์ม จำกัด เป็นผู้ยื่นคำขอ โดยมีแผนนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ Cage-Free จำนวน 10,000 ตัวจากยุโรป ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พัฒนามาโดยเฉพาะ
- การนำเข้ามีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งฟาร์มสาธิตและศูนย์การเรียนรู้ เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและสร้างตลาดใหม่ที่เน้นสวัสดิภาพสัตว์
แหล่งข่าวจากกรมปศุสัตว์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่กรมปศุสัตว์ จะมีการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีวาระสำคัญที่ต้องจับตาในระเบียบวาระที่ 4.1 คือ การพิจารณาคำขอของ “ผู้ประกอบการรายใหม่” ที่ยื่นความจำนงขอนำเข้าและเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ Parent Stock (PS) สำหรับระบบการเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง หรือ Cage-Free Parent Stock
โดยเฉพาะวาระดังกล่าวจะนำเสนอโดยกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ และสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ เพื่อพิจารณารายละเอียดและวางแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานการจัดการฟาร์มสมัยใหม่
ประเด็นดังกล่าวถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญของอุตสาหกรรมไก่ไข่ไทย เนื่องจากเป็นการเปิดทางให้ ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาดำเนินธุรกิจนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ที่พัฒนาสำหรับระบบ Cage-Free โดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากระบบการเลี้ยงไก่ไข่แบบกรงตับที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
เปิดแผน “Cage-Free” นำเข้า 10,000 ตัวจากยุโรป
สำหรับผู้ประกอบการที่เสนอแผนดังกล่าวคือ บริษัท เคจฟรีฟาร์ม จำกัด ซึ่งมีแผนขอนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่แบบ Cage-Free จำนวน 10,000 ตัว จาก 9 ประเทศในยุโรป เพื่อรองรับการจัดตั้งฟาร์มสาธิตและศูนย์เรียนรู้ด้านการเลี้ยงไก่ไข่แบบไม่ใช้กรงในประเทศไทย
นายชัยพร สีถัน ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท เคจฟรีฟาร์ม จำกัด และนายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ไร้กรง กล่าวว่า การนำเข้าครั้งนี้มุ่งเน้นสายพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับระบบการเลี้ยงแบบ Cage-Free โดยเฉพาะ ไม่ใช่เพียงการนำไก่ไข่ทั่วไปมาปรับเข้าสู่ระบบไร้กรง จุดเด่นของสายพันธุ์ดังกล่าวอยู่ที่ความแข็งแรงและความคล่องตัว สามารถเคลื่อนไหว บินขึ้นลง และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของโรงเรือนแบบ Cage-Free ได้ดี ขณะเดียวกันยังมุ่งเน้นคุณภาพผลผลิตและการจัดการด้านสวัสดิภาพสัตว์ตามมาตรฐานสากล
สำหรับระบบฟาร์มที่วางไว้จะเป็นโรงเรือนระบบปิด (Closed House) เพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมและบริหารจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ โดยบริษัทตั้งเป้าให้เป็นต้นแบบการเลี้ยงไก่ไข่ Cage-Free ในประเทศไทย
กางไทม์ไลน์ ลุ้นเข้ากระบวนการอนุมัติปลายปี
นายชัยพร กล่าวว่า บริษัทได้วางกรอบการดำเนินงานเพื่อผลักดันการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ล็อตแรกอย่างเป็นขั้นตอน โดยเบื้องต้นกำหนดไทม์ไลน์ไว้ว่า วันที่ 20 สิงหาคม 2569 จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการที่ปรึกษา จากนั้นวันที่ 10 กันยายน จะเข้าสู่ขั้นตอนกลั่นกรองรายละเอียด และวันที่ 20 กันยายน มีเป้าหมายเสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาหากกระบวนการเป็นไปตามแผน บริษัทตั้งเป้านำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ Cage-Free ล็อตแรกในวันที่ 20 ตุลาคม 2569
ทั้งนี้ ต้องจับตาการประชุมวันที่ 20 สิงหาคมเป็นพิเศษ เนื่องจากจะเป็นขั้นตอนสำคัญในการพิจารณาหลักการและรายละเอียดของผู้ประกอบการรายใหม่ ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในระดับ Egg Board ต่อไป นอกจากวาระผู้ประกอบการรายใหม่แล้ว การประชุมครั้งนี้ยังมีวาระที่ 4.2 เรื่อง แผนการนำเข้าเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ GP และ PS ประจำปี 2570 ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่สะท้อนทิศทางการบริหารจัดการพันธุ์ไก่ไข่ของประเทศ
ไม่ชนตลาดเดิม ชู “Cage-Free” เป็นตลาดใหม่
นายชัยพร กล่าวว่า การขับเคลื่อนระบบ Cage-Free ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตไก่ไข่รายใหญ่ในระบบเดิม เพราะเป็นตลาดที่มีความต้องการและมาตรฐานแตกต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์ สิ่งแวดล้อม และมาตรฐานการผลิตอาหารที่ยั่งยืน
“เป้าหมายของเราไม่ใช่การเข้าไปแข่งขันกับรายใหญ่ แต่ต้องการสร้างฟาร์มสาธิตและศูนย์การเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงไก่ไข่แบบ Cage-Free ที่ถูกต้อง ตั้งแต่สายพันธุ์ โรงเรือน ไปจนถึงการจัดการด้านสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย และต่อยอดไปสู่ตลาดส่งออก สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากยุโรป โดยเฉพาะประเด็นโรคระบาด นายชัยพร กล่าวว่า บริษัทพร้อมดำเนินการตามหลักเกณฑ์และมาตรการด้านสุขภาพสัตว์ของกรมปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด พร้อมชี้แจงข้อมูลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การนำเข้าเป็นไปตามขั้นตอนและมาตรฐานที่กำหนด"
ปั้นฟาร์มสาธิต ดันไทยสู่ศูนย์กลาง Cage-Free อาเซียน
ด้านแผนธุรกิจ เคจฟรีฟาร์มตั้งเป้าขยายกำลังการเลี้ยงไก่ไข่แบบไม่ใช้กรงให้ได้ 1 ล้านตัวภายในสิ้นปี 2571 โดยปัจจุบันเริ่มดำเนินการฟาร์มสาธิตระยะเริ่มต้น และนำร่องเลี้ยงลูกไก่ไข่ระบบ Cage-Free แล้วหลายพันตัว บริษัทคาดว่าจะสามารถนำไข่ไก่ Cage-Free ล็อตแรกออกสู่ตลาดได้ภายในประมาณ 6 เดือน พร้อมวางระบบคัดเลือกสายพันธุ์เพื่อให้ได้ผลผลิตไข่ที่มีน้ำหนักตามความต้องการของตลาดประมาณ 50-60 กรัมต่อฟอง
นอกจากการผลิตไข่ไก่แล้ว เป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาฟาร์มให้เป็น ศูนย์เรียนรู้ด้านการเลี้ยงไก่ไข่ Cage-Free เปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้สนใจเข้ามาศึกษาระบบการผลิต ตั้งแต่พันธุ์ โรงเรือน การจัดการฟาร์ม ไปจนถึงมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์
ใช้เทคโนโลยีสีเขียว ปูทางสินค้า Cage-Free ส่งออก
ในด้านการบริหารจัดการฟาร์ม บริษัทเตรียมนำเทคโนโลยีสีเขียวเข้ามาใช้ โดยมีการติดตั้งระบบ Solar Rooftop เพื่อผลิตพลังงานสะอาดสำหรับใช้ภายในฟาร์ม สอดคล้องกับแนวทางการผลิตอาหารที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน ขณะเดียวกัน บริษัทได้ร่วมมือกับ บริษัท คะตะลิสต์ จำกัด ซึ่งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมและผู้บริหารโครงการ Happy Egg ในการให้คำปรึกษาด้านการตลาด โดยวางกลยุทธ์ “การตลาดนำการผลิต” เพื่อเชื่อมโยงสินค้าไข่ไก่ Cage-Free เข้ากับภาคธุรกิจบริการ กลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และตลาดที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม
นายชัยพร กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านจากระบบกรงสู่ระบบ Cage-Free ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยง แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตปศุสัตว์ไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะการสร้างสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับ Animal Welfare และระบบอาหารที่ยั่งยืน
“เราต้องการสร้างต้นแบบให้ประเทศไทยมีระบบการผลิต Cage-Free ที่ครบวงจร และต่อยอดไปสู่การส่งออก รวมถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์ Cage-Free ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของตลาดยุโรปและสหรัฐฯ ทั้งนี้ หากการพิจารณาเป็นไปตามกรอบที่วางไว้ การขยับครั้งนี้จะถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมไก่ไข่ไทย จากตลาดการผลิตแบบดั้งเดิมสู่การสร้าง ตลาดไข่ไก่ Cage-Free อย่างเป็นระบบ โดยมีทั้งแรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชนและการปรับกลไกภาครัฐเพื่อรองรับมาตรฐานการผลิตยุคใหม่” นายชัยพร กล่าว







