
ชาวนาทวงเงิน ไร่ละ 1,000-2,000 ลุ้นเดือด 17 ส.ค. เคาะจบ หรือยื้อ
ชาวนาเดินหน้าทวงคำตอบ “เงินไร่ละ 1,000 บาท” กรมการข้าว นัดถกใหญ่ วันนี้ (วันที่ 17 ส.ค.69 ) นอกรอบ “ประธานศูนย์ข้าวชุมชน” ชี้ นบข.ชุดใหญ่รับหลักการแล้ว อนุผลิตฯ ต้องเดินหน้าตามมติ ขณะที่ “รอง ปธ.เกษตรแปลงใหญ่” เสนอโมเดล 60/40 เปลี่ยนเงินช่วยเหลือบางส่วนเป็นกองทุนหมุนเวียน ลดต้นทุนระยะยาว
KEY
POINTS
- ชาวนาเรียกร้องเงินช่วยเหลือค่าบริหารจัดการไร่ละ 1,000-2000 บาท และลุ้นผลการประชุมตัดสินในวันที่ 17 ส.ค. ว่าจะได้รับการอนุมัติหรือถูกยื้อต่อไป
- ตัวแทนเกษตรกรชี้ว่าคณะกรรมการนโยบายข้าวฯ (นบข.) ชุดใหญ่ได้รับหลักการข้อเสนอแล้ว คณะอนุกรรมการผลิตข้าวฯ จึงควรเดินหน้าพิจารณา ไม่ควรดึงเรื่องให้ล่าช้า
- มีการเตือนว่าหากยกเลิกเงินช่วยเหลือจะกระทบต้นทุนและความเชื่อมั่นของชาวนาอย่างรุนแรง พร้อมเสนอทางออกเป็นโมเดล "60/40" เพื่อสร้างกองทุนให้กลุ่มเกษตรกรในระยะยาว
นายจารึก กมลอินทร์ ประธานคณะกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ และกรรมการในคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวด้านการผลิต (อนุผลิต นบข.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงความคืบหน้าการผลักดันมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวว่า หลังจากการนัดหมายเพื่อเข้าพบรัฐมนตรีถูกเลื่อนออกไปหลายครั้ง ทำให้ทีมงานและเครือข่ายชาวนาจากหลายจังหวัด โดยเฉพาะเกษตรกรที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ต้องรอความชัดเจนอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด อธิบดีกรมการข้าวได้ประสานงานเพื่อนัดหารือเป็นการภายในในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ เพื่อหารือและหาข้อสรุปเกี่ยวกับข้อเสนอของเกษตรกร โดยคาดว่าจะมีการพูดคุยถึงทั้งเหตุผลความจำเป็นของมาตรการช่วยเหลือและแนวทางดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
ชี้ “นบข.” รับหลักการแล้ว อนุผลิตฯ ต้องเดินหน้าตามมติ
นายจารึก กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายเกษตรกรจะหยิบยกขึ้นหารือ คือข้อเสนอให้เกษตรกรได้รับเงินช่วยเหลือ ไร่ละ 1,000 บาท โดยยืนยันว่า คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ชุดใหญ่ ได้รับข้อเสนอของเกษตรกรไว้แล้ว และส่งต่อให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาดำเนินการตามขั้นตอน
ดังนั้น จุดยืนของเกษตรกรคือ เมื่อ นบข.ชุดใหญ่ไม่ได้มีมติปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวตั้งแต่ต้น แต่ส่งเรื่องให้อนุผลิตฯ พิจารณาต่อ จึงควรเดินหน้าตามกระบวนการให้เกิดความชัดเจน ไม่ควรปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อหรือถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีข้อสรุป
“ในเมื่อ นบข.ชุดใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอตั้งแต่แรก แต่ส่งเรื่องมาให้อนุผลิตฯ พิจารณาตามขั้นตอน ดังนั้น หากอนุผลิตฯ ไม่เห็นชอบหรือไม่อนุมัติ อาจถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ย้อนแย้งหรือผิดมติของ นบข.ชุดใหญ่ได้” นายจารึกกล่าว
นัดถกใหญ่ 17 ส.ค. หวังปิดบัญชีปัญหาเลื่อนซ้ำ
สำหรับการหารือในวันจันทร์นี้ นายจารึกระบุว่า อธิบดีกรมการข้าวได้รับปากว่าจะรอพบตัวแทนชาวนาด้วยตนเองตลอดทั้งวัน และอาจมีการเชิญคณะทำงานของรัฐมนตรีเข้าร่วมรับฟังด้วย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยถึงปัญหาที่ค้างคาและหาทางออกร่วมกัน
เป้าหมายสำคัญคือ ต้องการให้การหารือครั้งนี้นำไปสู่ข้อสรุปที่ชัดเจน และยุติวงจรการเลื่อนนัดที่เกิดขึ้นหลายครั้ง เพราะยิ่งปล่อยให้เกษตรกรรอคอยนานเท่าใด ยิ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการวางแผนเพาะปลูกของชาวนา
“เราต้องยืนยันด้วยเหตุผล เพราะหน้าฉากดูเหมือนจะสนับสนุนชาวนาอย่างเต็มที่ แต่เบื้องหลังกลับมีความพยายามในการดึงเรื่อง ซึ่งเกษตรกรเสียเปรียบและไม่โอเคกับสถานการณ์แบบนี้”
เตือนตัด “ไร่ละพัน” กระทบความเชื่อมั่นชาวนา
ด้านนายจตุรงค์ จันมา รองประธานแปลงใหญ่ประเทศด้านข้าว และกรรมการในคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวแห่งชาติด้านการผลิต (อนุผลิต นบข.) กล่าวถึงกระแสข่าวการพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกเงินช่วยเหลือค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หรือ “เงินไร่ละ 1,000 บาท” ว่า หากรัฐบาลตัดงบประมาณส่วนนี้ทันที ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความรู้สึกและเสถียรภาพของเกษตรกร
นายจตุรงค์มองว่า เงินไร่ละ 1,000 บาทไม่ได้เป็นเพียงเงินช่วยเหลือ แต่ยังทำหน้าที่เป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรเข้ามาแจ้งข้อมูลและขึ้นทะเบียนเกษตรกรในแต่ละปี หากยกเลิกโดยไม่มีมาตรการรองรับ อาจทำให้เกษตรกรบางส่วนไม่เห็นความสำคัญของการขึ้นทะเบียน ซึ่งจะกระทบต่อระบบข้อมูลภาคการเกษตรในระยะยาว ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตข้าวยังอยู่ในระดับสูง ทั้งค่าแรง ค่าเครื่องจักร ค่าไถนา และค่าจ้างเก็บเกี่ยว ทำให้เงินช่วยเหลือดังกล่าวมีความสำคัญในฐานะเงินที่ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนและทำให้เกษตรกรสามารถเดินหน้าฤดูการผลิตต่อไปได้
เสนอโมเดล “60/40” เปลี่ยนเงินแจกเป็นทุนกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม นายจตุรงค์ไม่ได้เสนอให้รัฐบาลคงรูปแบบการจ่ายเงินเดิมตลอดไป แต่เห็นว่าควรใช้แนวทาง “ค่อย ๆ ปรับ ไม่ใช่ตัดทันที” โดยเสนอโมเดล 60/40 เพื่อเปลี่ยนเงินช่วยเหลือบางส่วนให้กลายเป็นเงินทุนหมุนเวียนของกลุ่มเกษตรกร แนวทางดังกล่าวอาจลดเงินจ่ายขาดจากเดิมไร่ละ 1,000 บาท เหลือ 500 หรือ 300 บาท ขณะที่เงินส่วนที่เหลือประมาณ 40% นำไปสมทบเป็นกองทุนของกลุ่มเกษตรกร องค์กรแปลงใหญ่ หรือศูนย์ข้าวชุมชน
"เงินกองทุน" ดังกล่าวสามารถนำไปใช้บริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตรภายในกลุ่ม ทั้งการไถ เตรียมดิน และเก็บเกี่ยว เพื่อให้สมาชิกได้รับบริการในราคาที่ต่ำลง โดยอาจช่วยลดต้นทุนได้ประมาณ ไร่ละ 300-400 บาท เงินส่วนนี้ควรค่อย ๆ เปลี่ยนจากเงินช่วยเหลือไปสู่เงินทุนของกลุ่ม เพื่อให้เกษตรกรมีเครื่องมือในการลดต้นทุนและพึ่งพาตัวเองได้ในอนาคต
“ข้าวคาร์บอนต่ำ” ดีอนาคต แต่ยังไม่แก้โจทย์ต้นทุนวันนี้
ส่วนแนวทางส่งเสริม ข้าวคาร์บอนต่ำ หรือข้าวประณีต นายจตุรงค์เห็นว่า เป็นทิศทางที่ดีสำหรับการยกระดับคุณภาพข้าวและเพิ่มโอกาสทางการตลาด โดยเฉพาะการปรับระบบการทำนาเป็นแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งมีความสำคัญต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในอนาคต แต่ในระยะสั้นยังไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาที่เกษตรกรรายย่อยกำลังเผชิญ
โดยเฉพาะ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ดังนั้น รัฐบาลควรเดินหน้า 2 แนวทางควบคู่กัน ทั้งการยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง และการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร โดยเฉพาะการดึงเกษตรกรรายย่อยที่อยู่นอกระบบแปลงใหญ่เข้ามารวมกลุ่ม เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและสร้างประสิทธิภาพในการใช้เครื่องจักรและปัจจัยการผลิต
จี้กระทรวงเกษตรฯ หยุดเลื่อน เร่งเคาะคำตอบชาวนา
นายจตุรงค์ฝากถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงคณะอนุกรรมการฯ ว่า ไม่ควรปล่อยให้การประชุมและการพิจารณาเรื่องดังกล่าวถูกเลื่อนออกไปอย่างต่อเนื่อง เพราะเกษตรกรทั่วประเทศกำลังรอคำตอบที่ชัดเจนจากภาครัฐ การผลัดวันประกันพรุ่งไม่เพียงสร้างความกังวลให้เกษตรกร แต่ยังทำให้การวางแผนเพาะปลูกและการบริหารจัดการต้นทุนทำได้ยากขึ้น จึงควรเปิดโต๊ะเจรจากับตัวแทนเกษตรกรโดยตรง และเร่งหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
“รัฐบาลต้องสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน โดยใช้กลุ่มแปลงใหญ่ที่เข้มแข็งเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับกลุ่มที่ยังอ่อนแอ เพื่อให้การบริหารจัดการเครื่องจักรและงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสมาชิกไม่ทิ้งกลุ่ม”
ทั้งนี้ การหารือวันนี้ (17 ส.ค.69) จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่า รัฐบาลและฝ่ายเกษตรกรจะหาจุดร่วมเรื่อง “ไร่ละ 1,000 บาท” ได้หรือไม่ และท้ายที่สุดมาตรการช่วยเหลือชาวนาจะเดินหน้าต่อในรูปแบบเดิม ปรับเป็นโมเดลกองทุน หรือถูกทบทวนใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะเป็นบทสรุปสำคัญต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศ







