
มิลค์บอร์ด ไฟเขียว เอกชน 11 ราย นำเข้าโควตานมผง 1.14 หมื่นตัน TAFTA-TNZCEP รอบ 2
“มิลค์บอร์ด” เปิดรายชื่อเอกชนยื่นขอโควตานำเข้า “นมผงขาดมันเนย” ปี 69 รอบที่ 2 ภายใต้กรอบ TAFTA–TNZCEP กว่า 1.1 ตัน นำโดย “ฟรีสแลนด์คัมพิน่า -เอฟแอนด์เอ็ม ตามด้วย “ดานอน” “แดรี่ พลัส” “แมรี่ แอน” ด้าน กรมส่งเสริมสหกรณ์ ระดมสมอง แก้ปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกิน กว่า 200 ตัน จับตาความคืบหน้าในวันที่ 17 ส.ค.นี้
KEY
POINTS
- มิลค์บอร์ดอนุมัติการจัดสรรโควตานำเข้านมผงขาดมันเนยรอบที่ 2 ประจำปี 2569 ให้แก่ผู้ประกอบการเอกชน 11 ราย
- ปริมาณนำเข้ารวมทั้งสิ้น 11,433 ตัน ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) และไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP)
- การอนุมัติดำเนินการได้หลังบอร์ดตรวจสอบพบว่าปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดตาม MOU จำนวน 211 ตัน ได้รับการบริหารจัดการเรียบร้อยแล้ว
แหล่งข่าวคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือมิลค์บอร์ด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ที่ประชุมมิลค์บอร์ด (14 ส.ค.69) มีมติเห็นชอบการจัดสรรปริมาณนำเข้านมผงขาดมันเนย ปี 2569 ครั้งที่ 2 มีผู้ประกอบการยื่นความประสงค์นำเข้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) และ ความตกลงการค้าเสรีไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม โดยแบ่งเป็น สำหรับกรอบ TAFTA มีผู้ประกอบการ 3 ราย ขอจัดสรรรวม 4,850 ตัน ได้แก่ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จำนวน 2,750 ตัน บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 2,000 ตัน และบริษัท ชินไรส์ แดรี่ จำกัด จำนวน 100 ตัน
ขณะที่กรอบ TNZCEP มีผู้ประกอบการ 8 ราย ขอจัดสรรรวม 6,583 ตัน ได้แก่ บริษัท คันทรีเฟรชแดรี่ จำกัด 30 ตัน บริษัท แดรี่ พลัส จำกัด 1,008 ตัน บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 2,750 ตัน บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด 2,000 ตัน บริษัท ดานอน สเปเชียลไลซ์ นิวทริชั่น (ประเทศไทย) จำกัด 180 ตัน บริษัท แมรี่ แอน แดรี่ โปรดักส์ จำกัด 500 ตัน บริษัท เอซีจี แดรี่ ฟาร์ม จำกัด 55 ตัน และบริษัท โชคชัยฟาร์มโปรดิวซ์ จำกัด 60 ตัน เมื่อรวมทั้ง 2 กรอบความตกลง พบว่า เอกชนยื่นขอจัดสรรนมผงขาดมันเนยรวม 11,433 ตัน โดยบริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า และเอฟแอนด์เอ็น เป็น 2 รายที่มีปริมาณขอจัดสรรสูงสุดรายละ 2,750 ตัน และ 2,000 ตันตามลำดับ
เคลียร์ปม 211 ตัน บอร์ดไฟเขียวโควตานมผงงวด 2
แหล่งข่าวกล่าวว่า การอนุมัติโควตานมผงขาดมันเนยในงวดที่ 2 รอบนี้ เดิมมีการชะลอการพิจารณาไว้ก่อน เนื่องจากติดเงื่อนไขเรื่องปริมาณนมล้นตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) จำนวน 211 ตัน โดยที่ประชุมบอร์ดในครั้งก่อนมีคำสั่งให้ตรวจสอบว่า นมปริมาณดังกล่าวได้มีการจำหน่ายหรือบริหารจัดการออกไปแล้วหรือไม่
ล่าสุด ผลการตรวจสอบพบว่า นมล้นจำนวน 211 ตัน ได้รับการบริหารจัดการและจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว ทำให้เงื่อนไขดังกล่าวได้รับการคลี่คลาย และเปิดทางให้สามารถเดินหน้าพิจารณาอนุมัติโควตานมผงขาดมันเนยงวดที่ 2 ได้ในที่สุด
สำหรับการนำเข้านมผง ใน 2569 แบ่งเป็นตามข้อตกลง WTO ปริมาณ 43,286 ตัน, ตามข้อตกลง AFTA ปริมาณ 6,515.75 ตัน และตามข้อตกลง TNZCEP ปริมาณ 17,272.50 ตัน รวมทั้งหมด 67,074.25 ตัน เป็นรอบแรกที่จะต้องนำเข้าในช่วงมกราคมถึงเดือนมิถุนายน และรอบ 2 ยังเหลือ 23,788.25 ตัน ในกรอบการค้าเสรีไทย- ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) รวมทั้งปี 90,862.5 ตัน และเมื่อพิจารณาคำขอนำเข้านมผงของผู้ประกอบการจำนวนรายลดลงเหลือ 70 ราย จากปีแรก (ปี 2568) มีทั้งหมด 90 ราย รวมถึงปริมาณลดลง เช่นเดียวกัน แบ่งเป็นตามข้อตกลง WTO ปริมาณ 41,104 ตัน, ตามข้อตกลง AFTA 17,859 ตัน และตามข้อตกลง TNZCEP 32,987 ตัน รวมทั้งหมด 91,951 ตัน”
กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าปรับเกมอุตสาหกรรมโคนม
แหล่งข่าวจากเกษตรกรโคนม กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำ โครงการยกระดับการจัดการน้ำนมดิบและการแปรรูป เพื่อขับเคลื่อน MOU การซื้อขายน้ำนมโค โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายน้ำนมโคในแต่ละปี ให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือ Milk Board พร้อมกันนี้ยังมุ่งพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำนมดิบส่วนเกินผ่านกระบวนการแปรรูป ตลอดจนขยายช่องทางการตลาดนมพาณิชย์ของสหกรณ์ในระดับท้องถิ่นและเครือข่ายธุรกิจ
อีกด้านหนึ่งคือการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ทันสมัย และสอดรับกับความต้องการของตลาด เพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำนมดิบ ควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพการผลิตเชิงพาณิชย์ของสหกรณ์ เป้าหมายจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด แต่ต้องการสร้าง “ระบบจัดการน้ำนมดิบที่มีประสิทธิภาพ” ตั้งแต่การรวบรวม คุณภาพ การแปรรูป การสร้างผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการตลาด
ระดม 120 คน ปั้นโมเดลสหกรณ์โคนมยุคใหม่
โครงการดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–18 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมรอยัลซิตี้ กรุงเทพมหานคร โดยมีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้แทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัด ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม รัฐวิสาหกิจ ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด สถาบันการศึกษา เจ้าหน้าที่ส่วนกลาง วิทยากร และผู้สังเกตการณ์ รวมประมาณ 120 คน ซึ่งการรวมตัวของผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ครั้งนี้ สะท้อนว่าการแก้โจทย์อุตสาหกรรมโคนมไม่สามารถพึ่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร สหกรณ์ ผู้รับซื้อ โรงงานแปรรูป หน่วยงานภาครัฐ ไปจนถึงตลาดและผู้บริโภค โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เชิญเจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดและผู้แทนสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ เพื่อร่วมกันยกระดับแนวทางบริหารจัดการน้ำนมดิบและการแปรรูปให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในระดับพื้นที่
เปลี่ยนจาก “ขายวัตถุดิบ” สู่ “สร้างแบรนด์–สร้างตลาด”
ทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมโคนมจากนี้ จึงอยู่ที่การเปลี่ยนบทบาทของสหกรณ์ จากเดิมที่เน้นการรวบรวมและจำหน่ายน้ำนมดิบ ไปสู่การเป็น ผู้บริหารจัดการและสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่ เมื่อสหกรณ์สามารถนำส่วนเกินเข้าสู่กระบวนการแปรรูป และพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่มได้ จะช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้กับสหกรณ์ ขณะเดียวกันเกษตรกรก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่มั่นคงขึ้นจากการจำหน่ายน้ำนมดิบที่มีคุณภาพ ที่สำคัญ การสร้างเครือข่ายธุรกิจในระดับท้องถิ่นยังเปิดทางให้ผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ได้มากขึ้น ทั้งตลาดชุมชน ตลาดสุขภาพ ตลาดพรีเมียม และตลาดที่ให้ความสำคัญกับแหล่งผลิตและการตรวจสอบย้อนกลับ
เกมนมไทยต้อง “ผลิตให้ตรงตลาด” ไม่ใช่แค่ผลิตให้ได้ โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมโคนมไทยในระยะต่อไป จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณการผลิต แต่คือ การบริหารสมดุลระหว่างผลผลิตกับตลาด และทำให้น้ำนมดิบทุกลิตรสามารถสร้างมูลค่าได้สูงที่สุด หากทำได้สำเร็จ ปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกินจะไม่ใช่เพียงภาระที่ต้องเร่งหาทางระบาย แต่สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสในการสร้างสินค้าใหม่ สร้างตลาดใหม่ และสร้างรายได้ใหม่ให้กับสหกรณ์และเกษตรกร นับว่าเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับสหกรณ์โคนมไทยให้แข็งแรง แข่งขันได้ และเดินหน้าอย่างยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของตลาดนมยุคใหม่







