
ปาล์มไทยพลิกเกม ดันโอเลโอเคมี ยกมูลค่าห่วงโซ่แตะ 7.25 หมื่นล้าน
ปาล์มน้ำมันไทยเร่งปรับเกม จากพืชเกษตรสู่ “วัตถุดิบตั้งต้นอุตสาหกรรม” ดันโอเลโอเคมีทดแทนนำเข้า จับตลาดในประเทศมูลค่า 1.34 แสนล้านบาท ตั้งเป้าดูดซับปาล์มส่วนเกิน 1.62 ล้านตัน ยกมูลค่าห่วงโซ่จาก 48,450 ล้านบาท สู่ 72,500 ล้านบาท เพิ่ม 50% โดยไม่ต้องใช้งบอุดหนุน
KEY
POINTS
- ผลักดันอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยให้เปลี่ยนจากการพึ่งพามาตรการช่วยเหลือภาครัฐ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยอุตสาหกรรมโอเลโอเคมี เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มล้นตลาด
- ชี้เป้าตลาดโอเลโอเคมีในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1.07 แสนล้านบาท เป็นทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำและมีตลาดรองรับอยู่แล้ว
- ตั้งเป้าพัฒนาผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมี 15 รายการ เพื่อดูดซับน้ำมันปาล์มดิบส่วนเกิน 1.62 ล้านตัน และคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันแตะ 7.25 หมื่นล้านบาท
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จัดสัมมนา PALM OIL × OLEOCHEMICAL EXECUTIVE FORUM 2026 ภายใต้หัวข้อ “ทางรอดของห่วงโซ่ปาล์มน้ำมันไทย และทางเลือกที่ยังไม่มีใครจอง” เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากไทย มาเลเซีย สหรัฐฯ และสิงคโปร์ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มไทย
ปาล์มต้องพ้นกับดัก “รอมาตรการช่วยเหลือ”
นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า การที่ สศอ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายอุตสาหกรรมเข้ามาขับเคลื่อนเรื่องปาล์มน้ำมัน ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่า ไทยกำลังเปลี่ยนมุมมองต่ออุตสาหกรรมปาล์ม จากเดิมที่มองปาล์มน้ำมันเป็นเพียงสินค้าเกษตรที่ต้องพึ่งมาตรการช่วยเหลือเป็นระยะ จะต้องปรับสู่การเป็น วัตถุดิบตั้งต้นของอุตสาหกรรม ที่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
“ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเมื่อราคาปาล์มดีขึ้น ย่อมเกิดแรงจูงใจให้ขยายพื้นที่ปลูก และอาจนำไปสู่ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าและข้อพิพาทด้านเอกสารสิทธิ์ ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ควรเป็นการขยายพื้นที่ปลูก แต่ต้องเปลี่ยนเป็น “ทำอย่างไรให้เพิ่มผลผลิตต่อไร่บนพื้นที่เดิม” โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วย เพราะการเพิ่มผลิตภาพโดยไม่เพิ่มพื้นที่ เท่ากับช่วยลดแรงกดดันต่อพื้นที่ป่า ขณะเดียวกันยังเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรกว่า 4 แสนครัวเรือนที่อยู่ในห่วงโซ่ปาล์มน้ำมัน”
เร่งสร้างตลาดใหม่ ก่อนมาตรา 55 หมดอายุ 24 ก.ย. 69
ด้าน ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล อดีตกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติด้านนวัตกรรม และผู้แทนคณะผู้จัดงาน กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของโจทย์ครั้งนี้อยู่ที่ปริมาณปาล์มน้ำมันประมาณ 2 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ต้องหาตลาดรองรับ หากการใช้ในภาคพลังงานลดลง ขณะที่ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันน้ำมันปาล์มไทยราวหนึ่งในสามถูกดูดซับผ่านตลาดไบโอดีเซล ซึ่งส่วนหนึ่งพึ่งพากลไกอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่บทเฉพาะกาลมาตรา 55 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 จะสิ้นสุดในวันที่ 24 กันยายน 2569 หลังครบกรอบ 7 ปีตามกฎหมาย
“แผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2563–2567 ซึ่ง ครม. เห็นชอบเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 ได้วางทั้ง “เป้าหมาย” และ “เครื่องมือ” ไว้แล้ว โดยยุทธศาสตร์สำคัญคือการลดการจ่ายเงินชดเชยเชื้อเพลิงชีวภาพ พร้อมสร้างกลไกให้เชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมชีวภาพสามารถแข่งขันได้
ภายใต้เป้าประสงค์ดังกล่าว แผนกำหนดทั้งตัวชี้วัดให้ลดการชดเชยน้ำมัน E20, E85, B10 และ B20 และกลยุทธ์ในการสร้างส่วนต่างราคาขายปลีก เพื่อส่งเสริมให้ E20 และ B10 เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงหลัก โดยไม่ต้องพึ่งเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมัน เครื่องมือถูกออกแบบไว้แล้ว มีตัวเลขประกอบ และผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ในทางปฏิบัติสามารถเดินหน้าผ่านมติคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันฯ และการออกประกาศตามมาตรา 27 ได้”
นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกอื่น ทั้งการกำหนดสัดส่วนผสมผ่านมาตรฐานน้ำมัน กลไกภาษีสรรพสามิตแบบลดหลั่น รวมถึงการทบทวนกรอบแผนรองรับวิกฤตการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2568–2572 ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำ
ปาล์มส่วนเกิน 1.62 ล้านตัน โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรม
ข้อมูลโครงสร้างการใช้น้ำมันปาล์มดิบในปี 2568 พบว่า การบริโภคคิดเป็น 42% ไบโอดีเซล 23% ส่งออก 32% และเข้าสู่อุตสาหกรรมโอเลโอเคมีไม่ถึง 10% ขณะที่การส่งออกยังพึ่งพาตลาดอินเดียสูงถึง 99.8% และโรงงานไบโอดีเซลมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเพียง 37% สะท้อนข้อจำกัดของการพึ่งตลาดพลังงานและตลาดส่งออกเพียงไม่กี่ตลาด
ปัจจุบันไทยมีอุปทานส่วนเกินประมาณ 1.3 ล้านตัน ที่ต้องผลักดันออกสู่ตลาดต่างประเทศ และมีโอกาสเพิ่มเป็น 2 ล้านตัน หากความต้องการใช้ในภาคพลังงานลดลง ขณะที่ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ทำให้ต้นทุนลดลง แต่สิ่งที่ตามมาคืออุปทานส่วนเกินเพิ่มขึ้น ดังนั้นการเพิ่มผลิตภาพต้องเดินคู่กับการสร้างตลาดใหม่เสมอ”
เปิดตลาดโอเลโอเคมี 1.34 แสนล้านในประเทศ
ดร.บุรินทร์ กล่าวว่า ทางออกที่ถูกเสนอคือการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมโอเลโอเคมี โดยเฉพาะการ ทดแทนการนำเข้า ซึ่งเป็นตลาดที่มีผู้ซื้ออยู่แล้วในประเทศ จากฐานข้อมูลรายบริษัท พบว่ามีผู้ใช้ปลายทางในประเทศที่ใช้สารเคมีกลุ่มโอเลโอเคมีถึง 1,781 ราย คิดเป็นมูลค่าตลาดรวม 134,660 ล้านบาทต่อปี
แต่โอเลโอเคมีไทยมีส่วนแบ่งเพียง 20.3% หรือประมาณ 27,384 ล้านบาท นั่นหมายความว่า ยังมีช่องว่างตลาดอีก 107,276 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันพึ่งพาสารเคมีจากปิโตรเลียมและวัตถุดิบนำเข้า ตลาดดังกล่าวไม่ใช่ตลาดใหม่ที่ต้องสร้างขึ้น แต่เป็นตลาดที่มีอยู่แล้วและมีการซื้อขายทุกวัน เพียงแต่ไทยยังไม่ได้เข้าไปแข่งขันอย่างเต็มที่ ดังนั้นการทดแทนการนำเข้าจึงเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้เร็วและมีความเสี่ยงต่ำ
15 ผลิตภัณฑ์ ดันมูลค่าห่วงโซ่เพิ่ม 50%
ผลการประเมินผลิตภัณฑ์เป้าหมาย 15 รายการ พบว่าสามารถดูดซับน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 1.62 ล้านตันต่อปี และสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 24,050 ล้านบาทต่อปีจะส่งผลให้มูลค่ารวมของพอร์ตเพิ่มจาก 48,450 ล้านบาท เป็น 72,500 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 50% โดยไม่ต้องใช้เงินอุดหนุนจากภาครัฐ ที่สำคัญ โมเดลดังกล่าวสามารถรองรับปาล์มน้ำมันส่วนเกิน 1 ล้านตันได้ทั้งหมด และหากส่วนเกินเพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านตัน จะสามารถรองรับได้ประมาณ 81%
เดิน 2 แทร็ก “ปริมาณ-มูลค่า” ดันปาล์มสู่สินค้าอุตสาหกรรม
ดร.บุรินทร์ เสนอให้ไทยเดินหน้าพร้อมกัน 2 แนวทาง ได้แก่ แทร็กปริมาณ และ แทร็กมูลค่า แทร็กปริมาณ เช่น กรีนดีเซล ซึ่งสามารถใช้เป็นส่วนผสมหรือสารเติมแต่งในเชื้อเพลิงตามมาตรฐานยูโร 5 และเป็นกลไกที่มีศักยภาพมากพอที่จะส่งผลต่อความต้องการใช้ปาล์มและราคาผลปาล์มหน้าลานเท ส่วนแทร็กมูลค่า เน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น อีพ็อกซีเรซิน และ Bio-PG ซึ่งแม้ใช้วัตถุดิบเพียง 13% ของพอร์ต แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 43% ของมูลค่าเพิ่มทั้งหมด ตัวอย่างสำคัญคือประเทศไทยมีโรงงานผลิตอีพิคลอโรไฮดรินที่มาบตาพุด ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 แต่ยังไม่มีการผลิตอีพ็อกซีเรซินในประเทศ ทั้งที่ตลาดโลกมีขนาดประมาณ 4.1 ล้านตัน
“เรามีวัตถุดิบครบทั้งสาย มีโรงงานพร้อมแล้ว สิ่งที่ขาดจึงไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เป็นแรงจูงใจในการลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถออกแบบได้ สรุปทางรอดของปาล์มน้ำมันไทยไม่ได้อยู่ที่การอุดหนุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างจากการขายวัตถุดิบราคาต่ำ ไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง”
สภาฯ พร้อมดันต่อ ไม่ให้จบแค่เวทีสัมมนา
นางสาวกุลวลี กล่าวว่า หาก สศอ. ประมวลข้อค้นพบจากเวทีครั้งนี้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย คณะกรรมาธิการฯ พร้อมนำไปผลักดันผ่านกลไกของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งการเชิญรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือ การตั้งกระทู้ถาม การเสนอรายงานผลการศึกษาต่อ ครม. รวมถึงการสนับสนุนในกระบวนการพิจารณางบประมาณ สิ่งที่พูดกันในห้องนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เอกสารสรุปการสัมมนา แต่มีเส้นทางที่จะเดินหน้าต่อผ่านกลไกของสภาฯ ได้จริง เมื่อมีทั้งเครื่องมือนโยบาย ตลาดในประเทศ และผลิตภัณฑ์เป้าหมายที่คำนวณตัวเลขรองรับไว้แล้ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ปาล์มไทยจะมีทางรอดหรือไม่แต่เป็นจะเร่งลงมือเมื่อไร







