thansettakij
thansettakij
ส่งออกสินค้าเกษตรระทึก‘ข้าว-ยาง’ลุ้นโตปลายปี ‘มันสำปะหลัง’โคม่ารับผลผลิตวูบ

ส่งออกสินค้าเกษตรระทึก‘ข้าว-ยาง’ลุ้นโตปลายปี ‘มันสำปะหลัง’โคม่ารับผลผลิตวูบ

07 ส.ค. 69 | 03:25 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ส.ค. 69 | 03:25 น.

จับตา 5 เดือนสุดท้าย ส่งออกสินค้าเกษตรไทย “ข้าว” ลุ้น 3 ตลาดใหญ่ “แอฟริกาใต้-ฟิลิปปินส์-มาเลย์” เพิ่มนำเข้าลดเสี่ยงเอลนีโญ “ยางพารา” ยังมีแรงหนุนจากคำสั่งซื้อส่งมอบไตรมาส 4 หนุนมูลค่าส่งออกเติบโต ขณะที่ “มันสำปะหลัง” ยังอ่วม ผลผลิตลด ฉุดส่งออกหดเกือบครึ่ง เสี่ยงเสียตลาดให้คู่แข่ง

KEY

POINTS

  • การส่งออกข้าวและยางพาราในช่วงครึ่งปีแรกลดลง แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงปลายปี โดยคาดว่าข้าวจะส่งออกได้ตามเป้า 7 ล้านตัน และมูลค่าส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์จะโต 10%
  • มันสำปะหลังอยู่ในภาวะวิกฤต โดยปริมาณการส่งออกลดลงเกือบ 50% จากปัญหาผลผลิตในประเทศที่ลดลงอย่างหนักจากโรคใบด่างและภัยแล้ง
  • ข้าวได้ปัจจัยบวกจากตลาดฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่เร่งนำเข้าเพื่อความมั่นคงทางอาหาร สวนทางกับมันสำปะหลังที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากราคาที่สูงกว่าคู่แข่งและสินค้าทดแทน

สถานการณ์สินค้าเกษตรส่งออกของไทยเริ่มเห็นภาพชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี เมื่อ “ข้าว” และ “ยางพารา” ยังมีโอกาสรักษาเป้าหมายการส่งออกได้ แม้เผชิญความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ “มันสำปะหลัง” ยังคงเป็นสินค้าที่น่าห่วงที่สุด หลังผลผลิตลดลงอย่างหนัก กระทบทั้งการส่งออกและความสามารถในการแข่งขัน ส่งออกข้าวเริ่มเห็นสัญญาณฟื้น

ส่งออกสินค้าเกษตรระทึก‘ข้าว-ยาง’ลุ้นโตปลายปี ‘มันสำปะหลัง’โคม่ารับผลผลิตวูบ

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยสถิติการส่งออกข้าวไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) ว่า ไทยสามารถส่งออกข้าวได้ประมาณ 3.28 ล้านตัน ลดลง 18.81% และมีมูลค่ากว่า 1,911 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 60,387 ล้านบาท) ลดลง 20.51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยระบุเป็นผลจากปริมาณข้าวในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูงส่งผลให้มีการแข่งขันสูงทางด้านราคา อีกทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบ ต่อการส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดสำคัญอย่างอิรัก ซึ่งหยุดชะงักลงตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569

 อย่างไรก็ดี เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในหลายตลาดสำคัญที่เร่งนำเข้าข้าวเพื่อสำรองสต็อก เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร รองรับสถานการณ์เอลนีโญ ซึ่งทางกรมฯ จะเร่งผลักดันการส่งออกข้าวให้เป็นไปตามเป้า 7 ล้านตันในปีนี้

ตลาดข้าวอิรัก 1 ล้านตันยังกู่ไม่กลับ

สอดคล้องกับนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ที่เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การส่งออกข้าวไทยที่ขยายตัวลดลงในช่วง 6-7 เดือนแรกของปีนี้ ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งคือการส่งออกข้าวไปยังตลาดอิรักซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในปี 2568 (ปี 2568 ไทยส่งออกข้าวไปอิรัก 1 ล้านตัน) อย่างไรก็ดี จากสงครามในตะวันออกกลาง การแล่นเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซติดขัด ทำให้การส่งออกข้าวไทยไปอิรักหยุดชะงักลง (ส่งออกได้เพียงประมาณ 9 หมื่นตันตั้งแต่เดือนมกราคม 2569)

ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย

“การส่งออกข้าวไทยไปอิรักต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก็มีเทรดเดอร์บางรายพยายามสั่งซื้อโดยไปผ่านทางตุรกีบ้าง แต่จำนวนก็น้อย เพราะค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากข้าวไปขึ้นที่ตุรกีแล้วต้องขนส่งทางรถไปอิรักอีกต่อหนึ่ง ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกกว่า 100 เหรียญต่อตัน ไม่คุ้มค่า”

ลุ้น 3 ตลาดใหญ่ช่วยดันเป้าทั้งปี 

อย่างไรก็ตาม เวลานี้ผู้ส่งออกข้าวเริ่มมีความหวังกับตลาดข้าวในฟิลิปปินส์ จากปกติฟิลิปปินส์จะซื้อข้าวไทยปีละ 200,000-300,000 ตัน (ส่วนใหญ่เป็นข้าวขาว 5%) แต่ในปีนี้ช่วงครึ่งปีได้ซื้อข้าวจากไทยไปแล้วเกือบ 400,000 ตัน เนื่องจากฟิลิปปินส์มีความกังวลเรื่องเอลนีโญที่ทำให้เกิดภัยแล้งจะกระทบกับผลผลิตข้าวในประเทศและความมั่นคงด้านอาหาร ขณะที่ฟิลิปปินส์ปกติจะซื้อข้าวจากเวียดนามเป็นหลัก เพราะราคาถูกกว่าข้าวไทย และคนฟิลิปปินส์นิยมข้าวพื้นนุ่มของเวียดนามและรับประทานจนเคยชิน

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ในปีนี้ฟิลิปปินส์จะนำเข้าข้าวประมาณ 6 ล้านตัน จากปกติจะซื้อปีละประมาณ 4 ล้านตัน และอยู่ระหว่างเร่งนำเข้า คาดว่าในปีนี้ฟิลิปปินส์จะมีการนำเข้าข้าวจากไทย 600,000-700,000 ตัน

เช่นเดียวกับตลาดมาเลเซียที่คาดว่าจะนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นในปีนี้ จากปัจจัยเรื่องเอลนีโญที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารเช่นเดียวกัน ล่าสุดรัฐบาลมาเลเซียได้ออกมาตรการเพิ่มการสต็อกข้าวจากปกติ 3 เดือน เพิ่มเป็น 9 เดือน ตัวเลขครึ่งปีแรกมาเลเซียซื้อข้าวจากไทยไปแล้วประมาณ 400,000 ตัน พอ ๆ กับฟิลิปปินส์ จากอดีตที่ผ่านมา มาเลเซียจะนำเข้าข้าวจากไทยประมาณ 200,000-250,000 ตันต่อปี

“นอกจากตลาดฟิลิปปินส์ และมาเลเซียที่คาดว่าเราจะสามารถส่งออกข้าวปีนี้ไปได้มากขึ้นแล้ว ยังมีตลาดข้าวนึ่งในแอฟริกาใต้ปีนี้ก็ซื้อเยอะขึ้น คาดทั้งปีนี้อาจจะได้ถึง 1 ล้านตันจากปีที่แล้วแอฟริกาใต้ซื้อข้าวไทยไปมากกว่า 8 แสนตัน และคาดว่าการส่งออกข้าวไทยไปในทุกตลาดในปีนี้น่าจะได้ประมาณ 7 ล้านตันตามเป้าหมายที่ตั้งไว้”

ส่งออกยางครึ่งปีแรกโตลดลง

นายหลักชัย กิตติพล นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกยางพาราไทยในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ยังอยู่ในทิศทางที่ดี แม้ช่วงเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมจะชะลอลงจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับลดลง ส่งผลให้ยางสังเคราะห์ที่เป็นคู่แข่งของยางธรรมชาติมีต้นทุนและราคาที่ถูกลง ประกอบกับไทยเข้าสู่ฤดูเปิดกรีดยาง ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้นและราคาปรับฐานตามกลไกตลาด ก่อนจะกลับมาทรงตัวในปัจจุบัน

โดยช่วง 6 เดือนแรก ไทยส่งออกยางพาราธรรมชาติได้ 1.20 ล้านตัน (จากช่วงเดียวกันของปีก่อนส่งออกได้ 1.38 ล้านตัน) มูลค่า 72,688 ล้านบาท (จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วส่งออก 90,990 ล้านบาท)

หลักชัย กิตติพล นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทย

ตัวเลขที่ลดลงดังกล่าวเมื่อเทียบกับปีก่อนเป็นผลจากประเทศคู่ค้าหันไปนำเข้า “ยางผสม” มากขึ้น ซึ่งยังคงใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลัก ทำให้ภาคเอกชนอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อปรับการจัดหมวดหมู่สินค้าให้สะท้อนภาพรวมการส่งออกยางพาราได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

จับตา Q4 พีก ปีนี้มีลุ้นโต 10%

นายหลักชัย กล่าวว่า ในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปี คาดว่าการส่งออกจะใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก ก่อนจะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ประเทศคู่ค้าเร่งนำเข้ายางเพื่อรองรับการผลิต หากไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเติมจากเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน หรือมาตรการกีดกันทางการค้า เชื่อว่าการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางจะยังรักษาโมเมนตัมได้ต่อเนื่อง แม้ปริมาณส่งออกทั้งปีมีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยจากผลกระทบของเอลนีโญที่กระทบผลผลิตในบางพื้นที่ แต่หากนับรวมยางธรรมชาติ ยางผสม และผลิตภัณฑ์ยาง คาดว่ามูลค่าการส่งออกปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 10% (จากปี 2568 ที่มีมูลค่า 164,961 ล้านบาท)

มันฯโคม่าส่งออกทรุด 50%

ด้านนายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การส่งออกมันสำปะหลังในช่วงโค้งสุดท้ายของปีการผลิต 2568/69 (ต.ค. 2568-ก.ย. 2569) ปริมาณการส่งออกลดลงอย่างน่าตกใจเกือบ 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่ายอดรวมการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทุกประเภท (มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งดิบ และแป้งแปรรูป) จะอยู่ที่ประมาณ 4.37 ล้านตัน เทียบกับปีที่แล้วที่ทำได้ถึง 8.63 ล้านตัน (6 เดือนแรกปี 2569 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแล้วมูลค่า 38,018 ล้านบาท ลดลง 32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน)

อำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย

มันเส้นทรุดหนักติดลบ 75%

หากพิจารณารายสินค้า จะพบว่า มันเส้นมีมูลค่าการส่งออกลดลงรุนแรงที่สุดถึง 74% (ช่วง 6 เดือนแรกปี 2569) ขณะที่แป้งแปรรูปลดลงเพียงเล็กน้อยประมาณ 1-2% สาเหตุหลักมาจากปริมาณหัวมันสดในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลพวงจากการระบาดของโรคใบด่างและสภาวะภัยแล้งรวมถึงสภาพอากาศที่ผันผวน มีทั้งฝนตกหนักและน้ำท่วมในบางพื้นที่ ส่งผลให้วัตถุดิบขาดแคลนและส่งออกได้น้อยลง

ขณะเดียวกัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดจีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลักชะลอการนำเข้า คือ ส่วนต่างราคาที่ห่างกันเกินไป ปัจจุบันราคาแป้งมันสำปะหลังไทยสูงถึง 600-680 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่แป้งข้าวโพดในประเทศจีนมีราคาเพียง 380-400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเท่านั้น ความแตกต่างของราคาที่สูงเกือบเท่าตัวทำให้จีนเปลี่ยนไปใช้ข้าวโพดหรือแป้งข้าวโพดทดแทนได้ดีกว่า

อาหารสัตว์-เอทานอล เมินใช้มันฯ

นอกจากนี้ ไทยยังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและลาว ที่ตั้งราคาขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังโดยรวมต่ำกว่าไทยโดยเวียดนามราคาถูกกว่าไทยเกือบ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่วนลาวราคาถูกกว่าเกือบ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างอาหารสัตว์และเอทานอล เริ่มลดและเลิกใช้มันเส้นและมันอัดเม็ด เนื่องจากแบกรับต้นทุนราคาที่สูงเกินไปไม่ไหว

ปัจจุบันราคาหัวมันสดที่ชาวไร่มันฯ ขายได้เฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์สูงที่ 3.80-4.00 บาทต่อกิโลกรัม (ที่เชื้อแป้ง 25%) แต่เกษตรกรยังมีความเสี่ยงเรื่องรายได้หากผลผลิตต่อไร่ยังต่ำ จากสถานการณ์ดังกล่าว ปัจจัยบวกไม่มี แต่เป็นโอกาสที่จะต้องมาทบทวนทางออกที่ยั่งยืน คือการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้ได้ไม่น้อยกว่า 5 ตัน (ปัจจุบันเวียดนามบางพื้นที่ทำได้ 6-7 ตัน/ไร่) ผ่านการใช้พันธุ์มันสำปะหลังที่ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง