
ศาลชี้แบนพาราควอต-คลอร์ไพริฟอส ชอบด้วยกฎหมาย จับตารัฐเสี่ยงจ่าย 116 ล้าน
เครือข่าย Thai-PAN เผยศาลปกครองกลางวินิจฉัยคำสั่งแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ชอบด้วยกฎหมาย แต่ชี้คำสั่งให้เอกชนรับผิดค่าทำลายสารเคมีมิชอบด้วยกฎหมาย หวั่นรัฐต้องแบกภาระชดเชย 116 ล้านบาท พร้อมเปิดรายชื่อสารพิษกว่า 100 ชนิดที่ไม่ต่ออายุนำเข้าเกิน 5 ปี แนะประกาศแบนทันที
KEY
POINTS
- ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่าการแบนสารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยยึดหลักการระวังไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย
- อย่างไรก็ตาม ศาลชี้ว่าคำสั่งที่ให้เอกชนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเรียกคืนและทำลายสารเคมีที่ตกค้างนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- ผลของคำตัดสินอาจทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณกว่า 116 ล้านบาท เพื่อชดเชยค่าทำลายสารเคมีแทนภาคเอกชน
- เครือข่ายภาคประชาสังคมเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายวัตถุอันตราย เพื่อให้อำนาจรัฐครอบคลุมและใช้หลัก "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" ในอนาคต
ความคืบหน้ากรณีข้อพิพาทการแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชครั้งสำคัญ ล่าสุดศาลปกครองกลางมีคำวินิจฉัยในคดีที่บริษัทเอกชนฟ้องหน่วยงานรัฐ กรณีประกาศแบน "พาราควอต" และ "คลอร์ไพริฟอส" โดยผลการตัดสินแบ่งออกเป็นสองประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทั้งนโยบายสาธารณสุขและงบประมาณภาครัฐ
ชี้ "แบนพาราควอต-คลอร์ไพริฟอส" ชอบด้วยกฎหมาย
นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ศาลปกครองกลางมีคำวินิจฉัยว่า การออกประกาศแบนสารเคมีของกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น "ชอบด้วยกฎหมาย" เนื่องจากเป็นการใช้ดุลพินิจตาม "หลักการระวังไว้ก่อน" ซึ่งสอดคล้องกับ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย และรัฐธรรมนูญ ที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชีวิตมนุษย์ สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อมเป็นลำดับแรก
อย่างไรก็ตาม ศาลกลับมองว่า คำสั่งของกรมวิชาการเกษตรที่ให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าเรียกคืนสารเคมีที่คงค้างจากร้านค้าและผู้ครอบครอง เพื่อนำไปทำลายทิ้งโดยให้เอกชนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองนั้น เป็นคำสั่งที่ "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" โดยศาลให้เหตุผลว่าข้อกฎหมายในปัจจุบันไม่ได้ให้อำนาจหน่วยงานรัฐไว้ครอบคลุมถึงขนาดนั้น
หวั่นรัฐควักงบชดเชย 116 ล้าน – จี้แก้กฎหมาย "ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย"
ประเด็นที่น่าจับตาคือ มูลค่าความเสียหายที่ประเมินไว้เบื้องต้นในกรณีของบริษัท ซินเจนทา ผู้ยื่นฟ้อง ซึ่งอาจสูงถึง 116 ล้านบาท หากท้ายที่สุดรัฐต้องนำภาษีประชาชนมาชดเชยค่าทำลายสารเคมีเหล่านี้แทนภาคเอกชน
"ทางเครือข่าย Thai-PAN แสดงความกังวลว่า ผลการตัดสินนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้หน่วยงานรัฐไม่กล้าตัดสินใจแบนสารอันตรายในอนาคต จึงมีข้อเสนอให้มีการปรับปรุง พ.ร.บ. วัตถุอันตราย ให้มีอำนาจครอบคลุมตลอดห่วงโซ่การจัดการ และยึดตาม "หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย"เพื่อความเป็นธรรมและคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ"
กางไทม์ไลน์ 30 วันอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุด
สำหรับขั้นตอนต่อไป กรมวิชาการเกษตรยังมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วัน ขณะเดียวกันทางเครือข่ายฯ มองว่าภาคเอกชนเองทราบถึงความเสี่ยงดีอยู่แล้ว เนื่องจากทะเบียนวัตถุอันตรายต้องต่อใหม่ทุก 6 ปี และก่อนการแบนจริงรัฐก็ได้ใช้มาตรการจำกัดการใช้มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านรวมกว่า 1 ปี (7 เดือนหลังประกาศแบน และอีก 9 เดือนเพื่อเก็บทำลาย) ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการปรับตัว
เตรียมเปิดโผ "สารเคมีเฝ้าระวัง" อีกกว่า 200 ชนิด
นอกจากนี้ Thai-PAN ยังระบุถึงทิศทางในอนาคตว่า จากการประเมินตามเกณฑ์ FAO และ WHO พบว่ายังมีสารเคมีอีกประมาณ 200 กว่าตัว ที่ควรพิจารณาจัดการ โดยเฉพาะกลุ่มกว่า 100 ชนิดที่ไม่มีการนำเข้าเกิน 5 ปีแล้ว ควรประกาศแบนทันทีเพื่อป้องกันปัญหาสารตกค้างในสินค้าเกษตรนำเข้า เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เน้นสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Green Policy) มากขึ้น







