
ลุ้น ศาลปกครองนัดชี้ชะตาแบน 'พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส' วันพรุ่งนี้
ฐานเศรษฐกิจ เกาะติดคดีประวัติศาสตร์ ซินเจนทาฟ้องเพิกถอนประกาศแบน‘พาราควอต- คลอร์ไพริฟอส' ลุ้นผลการตัดสิน วันพรุ่งนี้ (31 ก.ค. 69) หลังยืดเยื้อกว่า 6 ปี
KEY
POINTS
- ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569กรณีบริษัทเอกชนฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศแบนสารเคมีพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส
- ประเด็นหลักของคดีคือการพิจารณาว่าประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมที่จัดให้สารเคมีทั้งสองชนิดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (ห้ามผลิต นำเข้า หรือครอบครอง) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
- ผลการตัดสินจะส่งผลกระทบสำคัญต่ออุตสาหกรรมเคมีเกษตร มาตรฐานการส่งออกสินค้าเกษตร และทิศทางนโยบายด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของไทย
ในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดี 5 ชั้น 3 ศาลปกครองกลาง มีกำหนดการนัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ส. 12/2563 คดีดังกล่าวเป็นการพิพาทระหว่างบริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ในฐานะผู้ฟ้องคดี กับกระทรวงอุตสาหกรรมที่ 1 กับพวกรวม 5 คน เป็นผู้ถูกฟ้องคดี โดยมีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ในนามเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) เข้าร่วมเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเพื่อคัดค้านการเพิกถอนประกาศแบนสารดังกล่าว
ประเด็นข้อพิพาท: ความมั่นคงทางอาหาร vs ธุรกิจสารเคมี
สาระสำคัญของคดีนี้มุ่งเน้นไปที่การฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2563 ที่กำหนดให้ พาราควอต และ คลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งกฎหมายระบุชัดเจนว่า ห้ามมิให้มีการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง นอกจากนี้ ผู้ฟ้องยังขอให้เพิกถอนคำสั่งกรมวิชาการเกษตรที่ 750/2563 เกี่ยวกับการบริหารจัดการวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 อีกด้วย
นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า คดีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของข้อกฎหมาย แต่คือการพิสูจน์ว่าการใช้อำนาจรัฐตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 เพื่อกำหนดให้สารเคมีดังกล่าวเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 นั้น เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือไม่
นัยสำคัญต่อเศรษฐกิจเกษตรและการส่งออก
ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษ กระบวนการแบนสารเคมีทั้งสองชนิดนี้ผ่านการรวบรวมหลักฐานทางวิชาการและการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ องค์กรผู้บริโภค และเกษตรกร หากศาลปกครองมีคำวินิจฉัยไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อ
- อุตสาหกรรมเคมีเกษตร มูลค่าการนำเข้าและจำหน่ายสารเคมีในประเทศไทย
- มาตรฐานสินค้าเกษตรส่งออก การปรับตัวของเกษตรกรไทยต่อมาตรฐานความปลอดภัยไร้สารตกค้าง (Zero Residue) ในตลาด
- นโยบายสาธารณะ บรรทัดฐานในการกำหนดมาตรการคุ้มครองสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในอนาคต
ผลคำพิพากษาในครั้งนี้จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากนักลงทุนและผู้ประกอบการค้าสินค้าเกษตร เนื่องจากจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของนโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนของไทยในเวทีโลก
ย้อนคดีประวัติศาสตร์
วันที่ 22 ตุลาคม 2562 นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รักษาราชการแทน รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย อ่านประกาศจากที่ประชุมพิจารณาเรื่องที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้พิจารณาปรับวัตถุอันตรายพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2562
คณะกรรมการพิจารณาข้อมูล ประกอบกับผลดำเนินการของกระทรวงเกษตรฯ ได้พิจารณาข้อมูลวิธีการและสารทางเลือกจัดการวัชพืช สารทดแทน โดยเห็นว่าสามารถบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้ หากยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ ส่วนผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอข้อมูลความเป็นอันตรายและการเฝ้าระวังสารตกค้างเกษตร นอกจากนี้ได้นำข้อเสนอจากส่วนที่เห็นด้วย และไม่เห็นในการยกเลิกใช้
โดยคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้ลงมติอย่างเปิดเผย โดยมีมติยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี ทั้งพาราควอต ครอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต จากผู้เข้าร่วมประชุม 26 คน
- "พาราควอต" มีผู้ลงคะแนนให้ยกเลิกใช้ 1 ธ.ค.2562 จำนวน 20 คน มีผู้ลงคะแนนให้ยกเลิกใช้ 1 ธ.ค.2564 จำนวน 1 คน และจำกัดการใช้ 5 คน
- "คลอร์ไพริฟอส" มีผู้ลงคะแนนให้ยกเลิกใช้จำนวน 22 คน และจำกัดการใช้ 4 คน
- "ไกลโฟเซต" มีผู้ลงคะแนนให้ยกเลิก 19 คน และจำกัดการใช้ 7 คน






