thansettakij
thansettakij
ปาล์มพุ่ง ยางร่วง รับแรงภาษีสหรัฐ จับตาข้าว-สุกร สินค้าเกษตรผันผวนต่อ

ราคาปาล์มพุ่ง 9 บาท ยางร่วง รับแรงภาษีสหรัฐ จับตาข้าว-สุกร สินค้าเกษตรผันผวนต่อ

29 ก.ค. 69 | 07:23 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ก.ค. 69 | 07:39 น.

“ฐานเศรษฐกิจ” สำรวจภาวะสินค้าเกษตรสัปดาห์ 20-24 ก.ค. 2569 พบ ปาล์มน้ำมันพุ่งแรงจากภาวะผลผลิตตึงตัว ขณะที่ยางพาราปรับฐานรับแรงกดดันภาษีสหรัฐ ส่วนข้าวและสุกรทยอยฟื้น ท่ามกลางการจับตาปัจจัยเศรษฐกิจโลกและทิศทางการค้าในช่วงสัปดาห์นี้

KEY

POINTS

  • ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่นจากภาวะอุปทานตึงตัว เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง
  • ราคายางพาราปรับตัวลดลงจากความกังวลที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้ายางจากไทย ทำให้ผู้ซื้อชะลอคำสั่งซื้อ
  • ราคาข้าวมีทิศทางบวกจากคำสั่งซื้อเพื่อการส่งออก ขณะที่ราคาสุกรเริ่มฟื้นตัวจากอุปสงค์ในประเทศที่สูงกว่าผลผลิต

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา (20-24 กรกฎาคม 2569) ตลาดสินค้าเกษตรไทยเคลื่อนไหวแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย ปาล์มน้ำมัน ยังคงเป็นสินค้าที่ปรับตัวโดดเด่นที่สุด ขณะที่ ยางพารา เผชิญแรงขายจากความกังวลมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ส่วน ข้าวและสุกร เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวจากอุปสงค์ในประเทศและตลาดส่งออก

จากการรวบรวมข้อมูลของ”ฐานเศรษฐกิจ” จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สมาคมยางพาราไทย สมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ พบว่าแต่ละสินค้ามีปัจจัยขับเคลื่อนแตกต่างกัน ทั้งด้านอุปสงค์ อุปทาน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ปาล์มน้ำมันพุ่ง รับอุปทานตึงตัว

ปาล์มน้ำมันเป็นสินค้าที่ปรับขึ้นโดดเด่นที่สุดในรอบสัปดาห์ โดยราคาผลปาล์มสดขยับขึ้นเฉลี่ย 60 สตางค์ถึง 1.30 บาทต่อกิโลกรัม จากระดับ 8.00-8.50 บาท มาอยู่ที่ 8.60-9.80 บาทต่อกิโลกรัม

แรงหนุนสำคัญมาจากภาวะ "ปาล์มขาดคอ" (สภาวะที่ต้นปาล์มน้ำมันมีผลผลิตออกน้อยลง หรือไม่ออกผลผลิตตามรอบการเก็บเกี่ยวปกติ) ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงราว 20-30% ส่งผลให้โรงงานสกัดและลานเทต้องแข่งขันกันรับซื้อวัตถุดิบ ขณะเดียวกัน สต็อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในประเทศ ณ วันที่ 17 กรกฎาคม เหลือเพียง 298,993 ตัน ยิ่งทำให้ตลาดอยู่ในภาวะอุปทานตึงตัว

อย่างไรก็ตาม ราคาที่ปรับสูงขึ้นเริ่มสร้างแรงกดดันต่อโรงกลั่น เนื่องจากยังต้องจำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวดภายใต้เพดานราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรลดลง

สำหรับสัปดาห์นี้ (27-31 กรกฎาคม) คาดว่าราคาผลปาล์มสดจะยัง ทรงตัวในระดับสูง เคลื่อนไหวในกรอบ 8.60-9.80 บาทต่อกิโลกรัม โดยตลาดยังเป็นของผู้ขาย แต่หากราคาแตะระดับ 10 บาทต่อกิโลกรัม อาจเริ่มเห็นแรงต้านจากฝั่งโรงสกัดที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้น

ยางพาราปรับฐาน กังวลภาษีสหรัฐ

ตรงกันข้ามกับปาล์ม ยางพาราเข้าสู่ช่วงปรับฐานหลังราคาปรับขึ้นต่อเนื่องก่อนหน้านี้

ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ลดลงเฉลี่ย 3.43 บาทต่อกิโลกรัม จาก 93.35 บาท เหลือ 89.92 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาน้ำยางสดหน้าโรงงานลดลงถึง 4.30 บาท จาก 80.30 บาท เหลือ 76.00 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นการปรับลดที่มีนัยสำคัญ

แรงกดดันสำคัญมาจากการที่สหรัฐปรับเพิ่มภาษีนำเข้ายางพาราจากไทยจาก 10% เป็น 12.5% ภายใต้มาตรา 301 ประกอบกับผู้ซื้อและผู้ส่งออกชะลอคำสั่งซื้อเพื่อรอติดตามทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐ ผลการประชุม FOMC และดัชนีภาคการผลิตของจีน

อีกด้านหนึ่ง สภาพอากาศที่เอื้อต่อการกรีดยางในหลายประเทศผู้ผลิตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้อุปทานเริ่มกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้น แม้ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะยังช่วยพยุงการส่งออกบางส่วน

ส่วน ยางก้อนถ้วย ยังทรงตัวในกรอบ 70.00-70.20 บาทต่อกิโลกรัม เพราะโรงงานผลิตยางแท่งยังมีคำสั่งซื้อรองรับต่อเนื่องจากอุตสาหกรรมล้อยาง

สัปดาห์นี้คาดว่าตลาดยางยังอยู่ในช่วง อ่อนตัวและปรับฐาน โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 85-89 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนน้ำยางสดอยู่ที่ 73.50-77 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ยางก้อนถ้วยมีโอกาสทรงตัว

ข้าวขยับรับคำสั่งซื้อส่งออก

ตลาดข้าวมีทิศทางเป็นบวก โดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยรายงานว่า ข้าวขาว 100% ชั้น 2 ปรับขึ้นจาก กระสอบละ 1,390 บาท เป็น 1,420 บาท ขณะที่ราคาส่งออก FOB ปรับขึ้นจาก 463 เหรียญสหรัฐต่อตัน เป็น 468 เหรียญสหรัฐต่อตัน

แม้ปลายข้าวส่งออกจะอ่อนตัวเล็กน้อย แต่ภาพรวมยังสะท้อนว่าความต้องการซื้อในตลาดต่างประเทศยังช่วยพยุงราคาได้

แนวโน้มสัปดาห์นี้ คาดว่าราคาข้าวจะ ทรงตัว โดยยังต้องติดตามคำสั่งซื้อจากตลาดส่งออกและทิศทางค่าเงินบาท

สุกรเริ่มส่งสัญญาณฟื้น

ด้านตลาดสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มปรับตัวดีขึ้น หลังผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดน้อยกว่าความต้องการบริโภค

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติระบุว่า ภาคอีสานปรับราคาขึ้น 2 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนภูมิภาคอื่นยังเคลื่อนไหวในระดับ 66-74 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ลูกสุกรน้ำหนัก 16 กิโลกรัม ยืนราคาเฉลี่ย 1,700 บาทต่อตัว

ผู้ประกอบการประเมินว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ อีก 3-4 สัปดาห์ ราคาสุกรมีโอกาสกลับมายืนเหนือระดับต้นทุนการผลิตได้

แนวโน้มสัปดาห์นี้ คาดว่าราคาสุกรจะ ทรงตัวในระดับสูง ตามปริมาณผลผลิตที่ยังไม่มากนัก

ข้าวโพดทรงตัว ลุ้นอากาศสหรัฐหนุนตลาดโลก

ตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศยังเคลื่อนไหวในกรอบทรงตัว โดยราคาหน้าไซโลโรงงานอาหารสัตว์อยู่ที่ หาบละ 792 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน แม้ตลาดต่างประเทศจะเริ่มส่งสัญญาณบวก

ข้อมูลจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าชิคาโก (CBOT) ซึ่งรายงานผ่านสำนักข่าวอินโฟเควสท์ ระบุว่า สัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนธันวาคม 2569 ปรับเพิ่มขึ้น 9.50 เซนต์ หรือ 2% ปิดที่ 4.8475 ดอลลาร์ต่อบุชเชล โดยได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าสภาพอากาศร้อนจะกลับมาปกคลุมพื้นที่เพาะปลูกสำคัญของสหรัฐ ทั้งแถบมิดเวสต์และเกรตเพลนส์ ซึ่งอาจกระทบผลผลิตในช่วงสำคัญของการเจริญเติบโต

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนตลาด เนื่องจากเพิ่มความต้องการวัตถุดิบสำหรับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ

อย่างไรก็ตาม ตลาดในประเทศยังไม่ได้ตอบรับปัจจัยดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอุปทานยังเพียงพอต่อความต้องการของโรงงานอาหารสัตว์

แนวโน้มสัปดาห์นี้ (27-31 ก.ค.) ราคาข้าวโพดในประเทศมีโอกาส ทรงตัว แต่ยังต้องติดตามสภาพอากาศของสหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดโลกในระยะถัดไป

ไก่เนื้อฟื้น รับบริโภคดี ต้นทุนอาหารสัตว์ยังต้องจับตา

ตลาดไก่เนื้อกลับมาส่งสัญญาณดีขึ้น หลังราคาไก่มีชีวิตหน้าฟาร์มขยับจาก 43 บาท เป็น 45 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาลูกไก่เนื้อเพิ่มจาก 18.50 บาท เป็น 19.50 บาทต่อตัว การปรับขึ้นของราคาสะท้อนความต้องการบริโภคที่ทยอยฟื้นตัว และปริมาณผลผลิตที่เริ่มสมดุลกับตลาดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังต้องติดตามต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ กากถั่วเหลือง ซึ่งเริ่มปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าข้าวโพดในประเทศจะยังทรงตัวก็ตาม

กรมปศุสัตว์ประเมินว่า ราคาหน้า farm มีแนวโน้มทรงตัว ในสัปดาห์นี้ หากต้นทุนอาหารสัตว์ไม่เร่งตัวขึ้นมากกว่าปัจจุบัน

ไข่ไก่ทรงตัว ตลาดยังสมดุล

ด้านตลาดไข่ไก่ยังเคลื่อนไหวในภาวะสมดุล โดยเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ยังคงราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มไว้ที่ ฟองละ 3.80 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ขณะเดียวกัน ราคาลูกไก่ไข่ยังทรงตัวที่ ตัวละ 28 บาท สะท้อนว่าผู้ผลิตยังไม่เร่งขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม

แนวโน้มสัปดาห์นี้ คาดว่าราคาไข่ไก่จะยัง ทรงตัว ตามภาวะอุปสงค์และอุปทานที่ยังสมดุล

กากถั่วเหลืองขยับขึ้น ต้นทุนอาหารสัตว์เริ่มตึง

สินค้าที่ผู้เลี้ยงสัตว์จับตาอย่างใกล้ชิด คือ กากถั่วเหลืองนำเข้า ซึ่งปรับราคาจาก 16.00 บาท เป็น 16.60 บาทต่อกิโลกรัม แรงหนุนสำคัญมาจากการคาดการณ์ว่าสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งในสหรัฐอาจกระทบผลผลิตถั่วเหลือง ประกอบกับจีนเร่งนำเข้าถั่วเหลืองมากกว่า 1 ล้านตันภายใน 4 วัน ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศยังส่งผลให้ค่าระวางเรืออยู่ในระดับสูง

ตลาด CBOT สะท้อนทิศทางเดียวกัน โดยราคาสัญญาถั่วเหลืองส่งมอบเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 16.25 เซนต์ หรือ 1.33% ปิดที่ 12.3900 ดอลลาร์ต่อบุชเชล

แนวโน้มสัปดาห์นี้ ราคากากถั่วเหลืองนำเข้ายังมีโอกาส ปรับเพิ่ม หากปัจจัยด้านสภาพอากาศและโลจิสติกส์ยังไม่คลี่คลาย

ปลาป่นทรงตัว รอเปรูเปิดฤดูจับปลา

ส่วนตลาดปลาป่นยังเคลื่อนไหวในกรอบทรงตัว แม้เปรูยังคงประกาศห้ามจับปลา แต่ตลาดเริ่มมีความหวังว่าจะเปิดให้จับปลาได้ชั่วคราวในเดือนสิงหาคม

ในประเทศ ราคาปลาป่นทุกเกรดยังคงยืนระดับเดิม ไม่ว่าจะเป็นปลาป่นเกรดกุ้ง 63 บาทต่อกิโลกรัม ปลาป่นเบอร์ 1 โปรตีนสูงกว่า 60% ที่ 57.70 บาทต่อกิโลกรัม และปลาป่นเบอร์ 2 โปรตีนสูงกว่า 60% ที่ 54.20 บาทต่อกิโลกรัม

แม้ตลาดจีนยังมีความต้องการซื้อในระดับดี แต่สต็อกและการซื้อขายยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

แนวโน้มสัปดาห์นี้ ราคาปลาป่นมีโอกาส ทรงตัว โดยปัจจัยสำคัญยังอยู่ที่การตัดสินใจของรัฐบาลเปรูเกี่ยวกับการเปิดฤดูประมง

จับตา 3 ปัจจัยกำหนดทิศทางสินค้าเกษตร

ภาพรวมตลาดสินค้าเกษตรไทยในช่วงสัปดาห์ 27-31 กรกฎาคม 2569 ยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแตกต่างกันตามปัจจัยเฉพาะของแต่ละสินค้า

กลุ่มที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งที่สุดยังคงเป็น ปาล์มน้ำมัน จากภาวะผลผลิตตึงตัว ขณะที่ ยางพารา ยังอยู่ในช่วงปรับฐานจากแรงกดดันด้านการค้าโลกและมาตรการภาษีของสหรัฐ ส่วน ข้าว สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และข้าวโพด มีแนวโน้มทรงตัว โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศเป็นหลัก

ขณะที่ต้นทุนการผลิตภาคปศุสัตว์ยังต้องติดตามการปรับขึ้นของ กากถั่วเหลือง และความเคลื่อนไหวของตลาดวัตถุดิบอาหารสัตว์โลกอย่างใกล้ชิด

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในระยะสั้นมี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ผลการประชุม FOMC ของสหรัฐ ทิศทางเศรษฐกิจและภาคการผลิตของจีน รวมถึงสถานการณ์สภาพอากาศในประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางราคาสินค้าเกษตรของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.), การยางแห่งประเทศไทย (กยท.), สมาคมยางพาราไทย, สมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย, สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย, สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ, กรมปศุสัตว์, สำนักข่าวอินโฟเควสท์ และข้อมูลตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า CBOT