thansettakij
thansettakij
ภาษียาทรัมป์ 100% เปลี่ยนเกมโลก จับตาไทยรับศึกหนัก ยาอินเดีย-จีนหันรุกอาเซียน

ภาษียาทรัมป์ 100% เปลี่ยนเกมโลก จับตาไทยรับศึกหนัก ยาอินเดีย-จีนหันรุกอาเซียน

23 ก.ค. 69 | 07:43 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ก.ค. 69 | 07:46 น.

มาตรการขึ้นภาษียาสามัญ 100% ของสหรัฐอาจไม่กระทบส่งออกไทยโดยตรง แต่กำลังเร่งเปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมยาโลก ดันผู้ผลิตอินเดีย-จีนรุกอาเซียน กดดันตลาดยาไทยทั้งในประเทศและการส่งออก

KEY

POINTS

  • นโยบายภาษียาสามัญ 100% ของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยในวงจำกัด เนื่องจากตลาดส่งออกยาหลักของไทยคือกลุ่มประเทศอาเซียน ไม่ใช่สหรัฐอเมริกา
  • ความเสี่ยงที่แท้จริงคือผลกระทบทางอ้อม เมื่อผู้ผลิตยารายใหญ่อย่างอินเดียและจีนต้องหาตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐฯ โดยมีแนวโน้มหันมารุกตลาดอาเซียนมากขึ้น
  • อุตสาหกรรมยาของไทยจะต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในตลาดส่งออกอาเซียนและตลาดภายในประเทศ

การประกาศเก็บภาษียาสามัญนำเข้า 100% ของโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งแต่ปี 2571 ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยาโลก แต่เมื่อเจาะลึกข้อมูลการค้าของไทยกลับพบว่า ความเสี่ยงของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ตลาดสหรัฐ หากแต่อยู่ที่การแข่งขันครั้งใหม่ในตลาดอาเซียน เมื่อผู้ผลิตรายใหญ่จากอินเดียและจีนต้องหาตลาดทดแทน

ภาษี 100% ไม่ได้หมายความว่าไทยจะเสียหาย 100%

ทันทีที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่าน Truth Social ว่าสหรัฐจะทยอยเก็บภาษีนำเข้ายาสามัญ (Generic Drugs) ในอัตรา 100% ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2571 และเพิ่มเป็น 200% ในปีถัดไป ความกังวลได้เกิดขึ้นกับผู้ผลิตยาและนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดยาที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลก และเป็นปลายทางสำคัญของผู้ผลิตยาสามัญจากอินเดีย จีน และอีกหลายประเทศ

คำถามที่ตามมาคือ ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด?

แต่คำตอบจากข้อมูลการค้าระหว่างประเทศกลับน่าสนใจกว่าที่หลายคนคาด เพราะประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้ส่งออกยาสามัญรายใหญ่เข้าสหรัฐ แต่มีบทบาทเป็นฐานการผลิตเพื่อป้อนตลาดอาเซียนเป็นหลัก

ตลาดจริงของไทยอยู่ในอาเซียน

ทั้งนี้ข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร ระบุว่า ปี 2568 ไทยมีการส่งออกสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ ซึ่งครอบคลุมสินค้ายาและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง มูลค่ารวม 21,505 ล้านบาท

ตลาดส่งออกหลักของไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ เมียนมา มูลค่า 2,760 ล้านบาท, เวียดนาม มูลค่า 2,484 ล้านบาท, กัมพูชา มูลค่า 2,018 ล้านบาท, ฟิลิปปินส์ มูลค่า 1,571 ล้านบาท, ญี่ปุ่น มูลค่า 1,329 ล้านบาท ขณะที่ตลาดสหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับ 9 มีมูลค่าการส่งออก 1,044 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 4.9% ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ทั้งหมดของไทย 

ขณะที่ช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค. 2569) ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์รวม 8,908 ล้านบาท ตลาดส่งออก 5 อันดับแรก ได้แก่ เวียดนาม 1,289 ล้านบาท, เมียนมา 1,247 ล้านบาท, ฟิลิปปินส์ 742 ล้านบาท, ญี่ปุ่น 651 ล้านบาท และมาเลเซีย 572 ล้านบาท ส่วนสหรัฐอเมริกายังคงอยู่ในอันดับ 9 มูลค่า 361 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4% ของการส่งออกในช่วงดังกล่าว

สะท้อนว่าตลาดหลักของผู้ผลิตยาไทยยังอยู่ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะตลาดอาเซียน โดยผู้ซื้อสำคัญเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เวียดนาม เมียนมา กัมพูชา มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งสะท้อนว่าอุตสาหกรรมยาของไทยเติบโตจากการเป็นฐานผลิตเพื่อรองรับตลาดภูมิภาคมากกว่าการเป็นฐานส่งออกไปยังสหรัฐหรือยุโรป

โครงสร้างดังกล่าวทำให้ผลกระทบทางตรงจากมาตรการภาษีของสหรัฐมีจำกัด แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้ไทยต้องจับตาการแข่งขันในตลาดอาเซียนมากขึ้น หากผู้ผลิตจากอินเดียและจีนสูญเสียตลาดสหรัฐและหันมารุกตลาดภูมิภาคแทน

ไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาโลก

หากแบ่งห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาโลกออกเป็น 4 ระดับ จะเห็นภาพชัดเจนว่าแต่ละประเทศมีบทบาทแตกต่างกัน

ระดับที่ 1 คือประเทศผู้พัฒนายาต้นแบบและชีวเภสัชภัณฑ์ เช่น สหรัฐ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และไอร์แลนด์

ระดับที่ 2 คือฐานการผลิตวัตถุดิบยา (API) และยาสามัญขนาดใหญ่ ได้แก่ จีนและอินเดีย

ระดับที่ 3 คือศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาคที่เน้นสินค้ามูลค่าสูง เช่น สิงคโปร์ ซึ่งเป็นฐานการลงทุนของบริษัทยาข้ามชาติหลายแห่ง

ส่วนประเทศไทย อยู่ในระดับฐานการผลิตเพื่อภูมิภาค เน้นการผลิตยาสามัญ ยาใช้ทั่วไป (OTC) และเวชภัณฑ์ เพื่อจำหน่ายในอาเซียนและประเทศกำลังพัฒนา มากกว่าการเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกเข้าสหรัฐ

ความเสี่ยงที่แท้จริงอาจอยู่หลังปี 2571

แม้ตัวเลขการส่งออกจะชี้ว่าผลกระทบทางตรงต่อไทยมีจำกัด แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่ตัวเลขการส่งออกไปสหรัฐ หากเป็นการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก หากผู้ผลิตยารายใหญ่ของอินเดียและจีนเร่งย้ายฐานผลิตเข้าสหรัฐ หรือหันมารุกตลาดอาเซียนเพื่อชดเชยยอดขายที่หายไป ไทยอาจต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น รวมถึงแรงกดดันต่อผู้ผลิตยาสามัญภายในประเทศ หากผู้ผลิตอินเดียสูญเสียตลาดสหรัฐ ย่อมต้องมองหาตลาดใหม่ และอาเซียนคือหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตของการใช้ยาสูงที่สุดในโลก

ปัจจุบันตลาดยาภายในประเทศของไทยมีมูลค่าราว 1.8-2.2 แสนล้านบาทต่อปี โดยช่องทางโรงพยาบาลมีสัดส่วนมากกว่า 80% ของตลาด ขณะที่ยาสามัญ (Generic Drug) ครองสัดส่วนการผลิตในประเทศราว 90% และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี ตามการเข้าสู่สังคมสูงวัยและการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

ทั้งนี้นอกจากยาที่ผลิตได้เองในประเทศแล้ว ไทยยังมีการนำเข้ายารักษาโรคจากต่างประเทศในแต่ละปีมีมูลค่าสูง โดยข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร ระบุในปี 2568 ไทยมีการนำเข้ายารักษาโรคมูลค่ารวม 90,378 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีมูลค่าการนำเข้า 88,652 ล้านบาท) ยแหล่งนำเข้า 5 อันดับแรก ได้แก่ เยอรมนี มูลค่า 12,483 ล้านบาท, จีน มูลค่า 7,817 ล้านบาท, อินเดีย มูลค่า 7,595 ล้านบาท,สหรัฐอเมริกา มูลค่า 6,671 ล้านบาท และฝรั่งเศส มูลค่า 5,438 ล้านบาท

ขณะที่ช่วง 5 เดือนแรกปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่าการนำเข้า 41,212 ล้านบาท โดยแหล่งนำเข้า 5 อันดับแรก ได้แก่ เยอรมนี มูลค่า 5,038 ล้านบาท, อิตาลี มูลค่า 4,862 ล้านบาท, จีน มูลค่า 3,699 ล้านบาท, อินเดีย มูลค่า 3,333 ล้านบาท และสหรัฐอเมริกา มูลค่า 3,155 ล้านบาท

จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้ผลิตไทยอาจต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น ทั้งในตลาดในประเทศและตลาดส่งออก นอกจากนี้ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสารออกฤทธิ์ทางยา (API) จากจีนและอินเดียในสัดส่วนสูง หากโครงสร้างการผลิตโลกเปลี่ยนแปลง จะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตยาในประเทศปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยหรือผู้บริโภคอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้