thansettakij
thansettakij
“สหกรณ์กองทุนสวนยางอ่างทอง” ขายตรง FBT ดันราคายางแตะ 100 บาท/กิโลกรัม ในรอบ 18 ปี

“สหกรณ์กองทุนสวนยางอ่างทอง” ขายตรง FBT ดันราคายางแตะ 100 บาท/กิโลกรัม ในรอบ 18 ปี

17 มิ.ย. 69 | 17:00 น.
อัปเดตล่าสุด :17 มิ.ย. 69 | 17:57 น.

ชาวสวนยางเฮลั่น บิ๊ก กยท.เผย “ สหกรณ์กองทุนสวนยางอ่างทอง” ปิดดีลขายยางตรงให้ FBT ผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬารายใหญ่ของประเทศ ส่งผลให้ราคาขายทะยานสู่ 100 บาทต่อกิโลกรัม เป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี ขณะที่ ผอ.เขตใต้ตอนกลาง ชี้ภาวะ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ-พืชทดแทน’ ดันดีมานด์ล้นตลาด

KEY

POINTS

  • สหกรณ์กองทุนสวนยางอ่างทอง จ.นครศรีธรรมราช ขายยางแผ่นโดยตรงให้กับบริษัท FBT ผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬา
  • การขายตรงส่งผลให้ราคายางพุ่งสูงถึง 100 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่สูงสุดในรอบ 18 ปี
  • ความสำเร็จนี้เกิดจากการเชื่อมโยงตลาดโดยตรงสู่ภาคอุตสาหกรรมผ่านตลาดกลางยางพารา ช่วยลดพ่อค้าคนกลางและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)  เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”  ว่า ได้รับรายงานจาก ธาดา พรหมมี ผู้อำนวยการเขตภาคใต้ตอนกลาง พบว่า มีสหกรณ์กองทุนสวนยางอ่างทอง จำกัด ตำบลกะหรออำเภอ นพพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช  การยางแห่งประเทศไทยสาขาท่าศาลา การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดนครศรีธรรมราชสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ขายยางตรงสู่ภาคอุตสาหกรรม ราคาพุ่งสูงถึง 100 บาทต่อกิโลกรัม ผ่านสำนักงานตลาดกลางยางพาราจังหวัดนครศรีธรรมราช

นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)  

 

ราคายางแผ่นพุ่งแตะ 100 บาท ในรอบ 18 ปี

“ประสบความสำเร็จในการยกระดับการตลาดยางพารา ด้วยการเชื่อมโยงการจำหน่ายยางพาราโดยตรงสู่ภาคอุตสาหกรรม ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท เอฟบีที สปอร์ตคอมเพล็กซ์ จำกัด (FBT) ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์กีฬาชั้นนำของประเทศไทย สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ในรอบ 18 ปี  (ปี 2551) ประกอบกับมีฝนตก ทำให้มียางเข้าตลาดน้อย”

 

นายโกศล กล่าวถึง ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบตลาดยางพารา ที่มุ่งเน้นการลดจำนวนพ่อค้าคนกลาง สร้างช่องทางการตลาดที่มั่นคง และเพิ่มอำนาจการต่อรองให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เป็นไปตามเป้าประสงค์ที่จะพัฒนาคุณภาพยางให้ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่าตลาดทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นตัวอย่างของการนำยางพาราไทยไปใช้ในอุตสาหกรรมปลายน้ำ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร และเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางในระยะยาว

ยาง ADS (Air Dried Sheet) หรือที่เรียกว่า ยางแผ่นผึ่งแห้ง

อนึ่ง "ยาง ADS (Air Dried Sheet) " หรือที่เรียกว่า ยางแผ่นผึ่งแห้ง คือยางแผ่นดิบที่ผ่านกระบวนการทำให้แห้งด้วยการผึ่งลมร้อนหรือแดดเพื่อไล่ความชื้น โดยไม่ผ่านการรมควัน (แตกต่างจากยาง RSS หรือยางแผ่นรมควัน) ยางประเภทนี้มักมีสีเหลืองอ่อนหรือสว่าง มีความสะอาดสูง และยืดหยุ่น

 

ปลื้ม ราคายางพุ่งแตะ 100 บาท

สอดคล้องกับ นายธาดา พรหมมี ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เขตภาคใต้ตอนกลาง กล่าวดถึงสถานการณ์การซื้อขายยางพาราในพื้นที่ว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ที่ผ่านมา มีการประมูลซื้อขายยางรมควันในราคาพุ่งสูงถึง 100 บาทต่อกิโลกรัม โดยยางล็อตดังกล่าวเป็นการส่งมอบให้กับบริษัท FBT เพื่อนำไปผลิตอุปกรณ์กีฬาประเภทลูกฟุตบอล ซึ่งเป็นคู่ค้าที่ซื้อขายกันเป็นประจำทุกเดือน ล็อตละประมาณ 15 ตัน

นายธาดา พรหมมี ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เขตภาคใต้ตอนกลาง

สำหรับการซื้อขายในระดับราคา 100 บาทนี้ เป็นการรวบรวมยางจากสหกรณ์กองทุนสวนยางอ่างทอง ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดีแม้ราคาจะขยับขึ้นจากช่วงก่อนหน้า (97-98 บาท) เพียงเล็กน้อย แต่สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางตลาดที่สดใส, โดยกระบวนการซื้อขายเป็นการตกลงผ่านตลาดกลางยางพารานครศรีธรรมราช เพื่อให้มีการจัดการด้านการเงินและโอนเงินกลับสู่กลุ่มเกษตรกรโดยตรง

ยาง EUDR พรีเมียมพุ่ง 2-6 บาท รับเทรนด์ตลาดโลก

นายธาดา ระบุเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากยางรมควันแล้ว ยางในกลุ่ม EUDR (กฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า) ยังคงได้รับความนิยมสูง โดยมีค่าพรีเมียมบวกเพิ่มขั้นต่ำ 2 บาทต่อกิโลกรัม และในบางช่วงเวลาที่มีความต้องการสูงอาจพุ่งไปถึง 4-6 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันมีการบริหารจัดการน้ำยางสดผ่านตลาดกลางสงขลา ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล พัทลุง และตรัง รวมกว่า 200 กลุ่มเกษตรกร ซึ่งยังคงรักษาระดับราคาน้ำยางสดอยู่ที่ประมาณ 80 กว่าบาทต่อกิโลกรัม

 

วิกฤตซัพพลาย “ เอลนีโญ-เกษตรกรแห่ปลูกทุเรียน”

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ราคายางมีแนวโน้มขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง นายธาดา วิเคราะห์ว่ามาจากสภาวะผลผลิตขาดแคลน (จาก 3 ปัจจัยหลักคือ:

  1. ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ จากสภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้น้ำยางออกน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เคยรวบรวมน้ำยางสดได้วันละ 500 ตัน ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 100-200 ตันเท่านั้น
  2. การเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น: เกษตรกรจำนวนมากหันไปปลูกปาล์มน้ำมันและทุเรียน เนื่องจากได้ราคาดีกว่าในช่วงที่ผ่านมา โดยประเมินว่ามีพื้นที่สวนยางเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นแทนแล้วกว่า 50%,
  3. นโยบายโค่นปลูกแทน กยท. ได้เร่งรัดการให้ทุนสงเคราะห์เพื่อโค่นปลูกแทนที่ค้างสะสมมาตั้งแต่ปี 2565-2568 หลายแสนไร่ ทำให้ปริมาณยางในระบบหายไปทันที และต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 7 ปีกว่ายางปลูกใหม่จะให้ผลผลิต

"ปัจจุบันความต้องการยาง มีมากกว่าผลผลิตที่ออกมา ทำให้ทิศทางราคามีโอกาสดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง การที่เกษตรกรสามารถขายยางได้ในราคา 100 บาท ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนกรีดยางอย่างมาก" นายธาดา กล่าวทิ้งท้าย