
‘มะพร้าวแกง’ ล้นตลาด พาณิชย์ลุยออกมาตรการด่วน หลังราคาร่วงเหลือลูกละ 6 บาท
ปัญหาราคามะพร้าวแกง ล้นตลาด ล่าสุดราคารับซื้อจากเกษตรกรลดวูบอยู่ที่ 6-7 บาทต่อลูก “พาณิชย์” กางมาตรการแก้ ดึงโรงงานรับซื้อ 8.8 ล้านลูก พร้อมขอชะลอนำเข้าเน้นใช้ในประเทศก่อน
KEY
POINTS
- ผลผลิตมะพร้าวแกงออกสู่ตลาดจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาตกต่ำลงเหลือเพียงลูกละ 6-7 บาท
- สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากภัยแล้งทำให้มะพร้าวมีขนาดเล็ก และโรงงานแปรรูปมีกำลังการผลิตจำกัดจึงชะลอการรับซื้อ
- กระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการช่วยเหลือ โดยขอความร่วมมือโรงงานกะทิให้เร่งรับซื้อผลผลิตส่วนเกิน 8.8 ล้านลูก
- ภาครัฐยังขอให้ผู้ประกอบการชะลอการนำเข้าและหันมารับซื้อผลผลิตในประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อพยุงราคา
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในและกรมการค้าต่างประเทศ ได้ประชุมหารือกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด โรงงานผลิตกะทิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์ราคามะพร้าวแกง ที่ขณะนี้ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ผลผลิตในปี 2569 มีปริมาณ 0.852 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 จากปีก่อน
ราคามะพร้าวเหลือลูกละ 6-7 บาท
ทั้งนี้พบว่าปัจจุบันผลผลิตยังออกสู่ตลาด แต่ผลจากภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตมีขนาดเล็กลง ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดมะพร้าวหัวขูด และผลผลิตได้ไหลเข้าสู่โรงงานแปรรูป แต่โรงงานมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต เกิดปัญหาผลผลิตตกค้าง ล้งและโรงงานจึงชะลอการรับซื้อ ส่งผลกระทบต่อราคารับซื้อจากเกษตรกรปรับลดลงมาอยู่ที่ 6-7 บาทต่อลูก
สำหรับปัญหาที่เกษตรกรมีความกังวลว่ามีสาเหตุมาจากการนำเข้ามะพร้าวแกงของโรงงาน จากการตรวจสอบ พบว่า โรงงานกะทิใช้ผลผลิตมะพร้าวในประเทศเป็นวัตถุดิบหลักถึงร้อยละ 80 และนำเข้าแค่ร้อยละ 20 และในช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผลผลิตภายในประเทศออกมาก พบว่า การนำเข้ามะพร้าวในช่วง ม.ค-พ.ค.2569 มีปริมาณเพียง 79,388 ตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณการนำเข้าถึง 190,734 ตัน หรือลดลงร้อยละ 60
ออกมาตรการแก้ปัญหามะพร้าวล้นตลาด
นายกรนิจ กล่าวว่า เพื่อบรรเทาปัญหาราคามะพร้าวแกงตกต่ำ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในและกรมการค้าต่างประเทศ ได้กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานกะทิ โดยมีมาตรการสำคัญ คือการขอความร่วมมือโรงงานเข้ารับซื้อมะพร้าวคงค้างที่ยังไม่มีผู้รับซื้อ จำนวน 8.8 ล้านลูกโดยเร่งด่วน
แยกเป็น ประจวบคีรีขันธ์ 5 ล้านลูก นครศรีธรรมราช 1.6 ล้านลูก สุราษฎร์ธานีและชุมพร 1 ล้านลูก และแหล่งอื่น ๆ 1.2 ล้านลูก และกรมการค้าต่างประเทศ ยังได้ประชุมผู้นำเข้าและโรงงานกะทิ ขอให้รับซื้อผลผลิตในประเทศเป็นลำดับแรกก่อน ซึ่งโรงงานยืนยันว่าจะเริ่มลดการนำเข้าและในช่วงนี้จะใช้มะพร้าวในประเทศเป็นหลัก
คาดราคาทยอยกลับดีขึ้น
นายกรนิจ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดผลผลิตตกค้างและช่วยให้ราคามะพร้าวทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และจะติดตามสถานการณ์รับซื้อและราคาอย่างใกล้ชิดต่อไป รวมทั้ง จะกำกับดูแลการนำเข้ามะพร้าวของโรงงานให้ไม่กระทบต่อผลผลิตในประเทศ การส่งเสริมผู้ประกอบการโรงงานกะทิของไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ให้สามารถขยายช่องทางการตลาดในตลาดเดิมและเพิ่มช่องทางการตลาดในตลาดใหม่
ที่สำคัญคือ การยกระดับการผลิตของเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนให้ผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานสากล มีผลผลิตต่อเนื่อง และตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลกได้






