
ออเดอร์ข้าวไทยหาย ปลายข้าวดันราคาพุ่ง โรงสีโกยกำไร ผู้ส่งออกขาดทุนหนัก
วิกฤตราคาปลายข้าวพุ่งแตะ 14 บาท/กก. ดันข้าวไทยแพงกว่าคู่แข่ง ออเดอร์ส่งออกหด ผู้ส่งออกขาดทุนหนักจากสัญญาล่วงหน้า ขณะที่โรงสีและชาวนารับอานิสงส์เต็ม ๆ
KEY
POINTS
- ราคาปลายข้าวพุ่งสูงขึ้นผิดปกติจากการขาดแคลนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่งผลให้ราคาข้าวสารไทยโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
- ราคาข้าวไทยที่สูงกว่าคู่แข่งเกือบ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ ส่งผลให้คำสั่งซื้อใหม่จากต่างประเทศชะลอตัวและหายไป
- ผู้ส่งออกข้าวขาดทุนอย่างหนักจากสัญญาขายล่วงหน้าที่ทำไว้ในราคาต่ำ สวนทางกับโรงสีที่ได้กำไรเต็มที่จากการขายข้าวในราคาที่สูงขึ้น
แม้หลายฝ่ายเคยประเมินว่าปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2569 อาจเป็นปัจจัยหนุนให้ไทยกลับมามีโอกาสส่งออกข้าวได้มากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดอาเซียนที่มีความกังวลต่อผลผลิตภายในประเทศ แต่เมื่อเวลาผ่านเข้าสู่ช่วงกลางปี ภาพการค้าข้าวโลกกลับซับซ้อนกว่าที่คาด หลังราคาข้าวไทยพุ่งขึ้นรวดเร็วจากปัจจัยภายในประเทศ จนสูงกว่าคู่แข่งสำคัญหลายประเทศ ส่งผลให้ออเดอร์ใหม่เริ่มชะลอตัว ขณะที่ผู้ส่งออกจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญภาวะขาดทุนจากสัญญาขายล่วงหน้า
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เพื่อฉายภาพสถานการณ์ส่งออกข้าวไทยในช่วง 4-5 เดือนแรกของปี 2569 ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก ราคาข้าวที่พุ่งสูงผิดปกติ และความท้าทายในการรักษาเป้าหมายส่งออก 7 ล้านตันในปีนี้
อาเซียนซื้อเพิ่ม ชดเชยอิรักที่หายไป
นายชูเกียรติ กล่าวว่า ในช่วง 4-5 เดือนแรกของปีนี้ ตลาดอาเซียนกลับมาซื้อข้าวไทยเพิ่มขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะมาเลเซียที่นำเข้าข้าวจากไทยไปแล้วประมาณ 200,000 ตัน จากปกติที่ซื้อเฉลี่ยราว 250,000 ตันต่อปี ถือว่าเร่งซื้อเร็วกว่าปกติอย่างมาก ขณะที่ฟิลิปปินส์ แม้ยังคงนำเข้าจากเวียดนามเป็นหลัก แต่ก็หันมาสั่งซื้อข้าวไทยเพิ่มเติมประมาณ 100,000-120,000 ตัน เนื่องจากในช่วงต้นปีราคาข้าวไทยยังสามารถแข่งขันได้ใกล้เคียงกับเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม ปริมาณการซื้อที่เพิ่มขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นเพียงการชดเชยบางส่วนของตลาดอิรักที่หายไปเกือบทั้งหมด โดยก่อนหน้านี้ไทยสามารถส่งออกข้าวไปอิรักได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 90,000 ตัน แต่ปัญหาความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือขนส่งจำนวนมากไม่กล้าเข้าไปในพื้นที่ ส่งผลให้คำสั่งซื้อจากอิรักหยุดชะงัก
ส่งออก 5 เดือนแตะ 2.9 ล้านตัน หลุดเป้าเล็กน้อย
สำหรับภาพรวมการส่งออกข้าวไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกได้ประมาณ 2.9 ล้านตัน ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้เล็กน้อย
นายชูเกียรติอธิบายว่า ช่วงต้นปีสถานการณ์ยังถือว่าค่อนข้างดี เนื่องจากราคาข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ในระดับ 380-400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ใกล้เคียงกับเวียดนามที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นจากการที่ฟิลิปปินส์เร่งนำเข้า โดยฟิลิปปินส์ซื้อข้าวจากเวียดนามไปแล้วถึง 2.5 ล้านตันในช่วง 5 เดือนแรก
เมื่อราคาของเวียดนามปรับตัวขึ้น ลูกค้าบางส่วนจึงหันมาซื้อข้าวจากไทยมากขึ้น ส่งผลให้ยอดส่งออกในช่วงต้นปีสามารถประคองตัวได้ดี แต่สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปหลังจากราคาข้าวไทยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลัง
ปลายข้าวแพงผิดปกติ ดันข้าวไทยทะยาน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาข้าวไทยปรับตัวสูงขึ้น ไม่ได้เกิดจากความต้องการบริโภคข้าวโดยตรง แต่เกิดจากราคาปลายข้าวที่พุ่งสูงผิดปกติ ปัจจุบันราคาข้าวขาว 5% แบบ FOB ของไทยปรับขึ้นไปอยู่ที่ 440-450 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากเดิมที่เคยอยู่ในระดับ 380-400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
สาเหตุหลักมาจากการขาดแคลนวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละประมาณ 9-10 ล้านตัน แต่ผลิตได้เพียง 4-4.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลือต้องพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ปีที่ผ่านมาไทยนำเข้าข้าวโพดจากเมียนมาประมาณ 2 ล้านตัน และจากกัมพูชาราว 400,000-500,000 ตัน แต่ในปีนี้เมียนมาแทบไม่มีสินค้าส่งออกเข้ามา เนื่องจากจีนเข้าซื้อผลผลิตไปเกือบทั้งหมด ส่วนข้าวโพดจากกัมพูชาไม่สามารถนำเข้ามาได้เนื่องจากมีการปิดด่าน
เมื่อข้าวโพดขาดแคลน โรงงานอาหารสัตว์จึงหันมาใช้ปลายข้าวเป็นวัตถุดิบทดแทน ส่งผลให้ราคาปลายข้าวพุ่งจากประมาณ 9 บาทต่อกิโลกรัมในปีก่อน ขึ้นมาอยู่ที่ 13-14 บาทต่อกิโลกรัมในปัจจุบันสถานการณ์ดังกล่าวถือว่าผิดปกติอย่างมาก เพราะปลายข้าวซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการสีข้าว กลับมีมูลค่าใกล้เคียงกับข้าวสารเต็มเมล็ด ส่งผลให้โรงสีปรับราคาข้าวสารขึ้นตามไปด้วย
ผู้ส่งออกเจ็บหนัก โรงสีรับอานิสงส์เต็มที่
นายชูเกียรติ ระบุว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสถานการณ์นี้คือผู้ส่งออก สาเหตุเพราะผู้ส่งออกจำนวนมากทำสัญญาขายล่วงหน้าไว้ที่ระดับราคา 370-380 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่เมื่อถึงเวลาส่งมอบกลับต้องซื้อข้าวในตลาดที่ราคา 440-450 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ทำให้ขาดทุนจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน ราคาข้าวไทยยังสูงกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างชัดเจน โดยอินเดียเสนอขายอยู่ที่ 340-345 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ปากีสถานอยู่ที่ 350-360 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 390-400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ความแตกต่างด้านราคาที่สูงถึงเกือบ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเมื่อเทียบกับอินเดีย ทำให้ผู้ซื้อจำนวนมากชะลอการสั่งซื้อหรือหันไปเลือกแหล่งอื่น ส่งผลให้ออเดอร์ใหม่เริ่มหายไปอย่างต่อเนื่อง
ในทางตรงกันข้าม โรงสีกลับเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากมีสต็อกข้าวที่รับซื้อไว้ตั้งแต่ช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังในเดือนมีนาคม-เมษายน เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นจึงสามารถทยอยขายในราคาที่ดีขึ้นได้อย่างเต็มที่
หอมมะลิไทยถูก ST25 เวียดนามรุกหนัก
อีกหนึ่งตลาดที่น่ากังวลคือข้าวหอมมะลิไทยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญที่สุดของไทย นายชูเกียรติ เปิดเผยว่า ยอดขายข้าวหอมมะลิไทยในตลาดสหรัฐลดลงประมาณ 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ 1,300-1,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากเดิมประมาณ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
ปัจจัยสำคัญมาจากปริมาณข้าวที่ลดลง หลังข้าวจากกัมพูชาซึ่งเคยไหลเข้ามาในไทยปีละกว่า 500,000 ตันหายไปจากการปิดด่านถาวร ผลที่ตามมาคือผู้ซื้อในสหรัฐเริ่มหันไปซื้อข้าว ST25 ซึ่งเป็นข้าวหอมของเวียดนามมากขึ้น เพราะมีคุณภาพใกล้เคียงกัน แต่ราคาจำหน่ายอยู่เพียงกว่า 700 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเท่านั้น ถือเป็นคู่แข่งสำคัญที่ไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ลุ้นครึ่งปีหลัง พลิกเกมสู่เป้า 7 ล้านตัน
สำหรับแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง นายชูเกียรติ มองว่า ยังมีความหวังหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายและเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดได้ตามปกติ หากอิรักกลับมานำเข้าข้าวเพื่อชดเชยปริมาณที่หายไปในช่วงก่อนหน้า จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อยอดส่งออกของไทย
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยค่าเงินบาทยังไม่เอื้อประโยชน์มากนัก เนื่องจากยังเคลื่อนไหวในกรอบ 32.4-32.5 บาทต่อดอลลาร์ และเมื่ออ่อนค่าใกล้ 33 บาท ก็มักกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง ในภาพรวม ยอมรับว่าการบรรลุเป้าหมายส่งออกข้าว 7 ล้านตันในปี 2569 ยังต้องลุ้นอย่างหนัก เพราะไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาที่สูงกว่าคู่แข่ง ขณะที่ตลาดโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนขนส่ง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นก็ส่งผลดีต่อเกษตรกรที่ยังมีผลผลิตเหลืออยู่ โดยราคาข้าวเปลือกเจ้าปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9,500 บาทต่อตัน จากเดิม 6,500-7,000 บาทต่อตัน ส่วนข้าวหอมมะลิอยู่ที่ 17,000-18,000 บาทต่อตัน
“ปีนี้หากมองผู้ได้ประโยชน์มากที่สุด คือโรงสี รองลงมาคือชาวนาที่ยังมีข้าวอยู่ในมือ ส่วนผู้ส่งออกต้องแบกรับภาระหนักที่สุด” นายชูเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่าเป้าหมายส่งออก 7 ล้านตันยังไม่หมดหวัง แต่จะเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยทั้งปัจจัยตลาดและสถานการณ์โลกเข้ามาช่วยหนุนในช่วงครึ่งปีหลัง







