
เอกชนเชียร์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เติมแรงซื้อ 4 เดือน ปลุกเศรษฐกิจสตาร์ทติด
ภาคเอกชนประเมินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อัดฉีดเงินประชาชน 4 เดือน ช่วยปลุกกำลังซื้อ-กระตุ้นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ดัน GDP เพิ่มสูงสุด 0.8% ชี้ค้าปลีก ชุมชน ท่องเที่ยว ดีลิเวอรี และภาคการผลิตรับอานิสงส์เต็ม
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนสนับสนุนโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชน 40% เป็นเวลา 4 เดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนโดยตรง
- คาดว่ามาตรการนี้จะช่วยสร้างโมเมนตัมและเป็นเหมือนการ “สตาร์ทเครื่องยนต์” เศรษฐกิจ โดยอาจผลักดัน GDP ให้เติบโตได้ 0.2-0.5% หรืออาจสูงถึง 0.8%
- กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงคือร้านค้าปลีกรายย่อยและตลาดสดในระดับฐานราก รวมถึงส่งผลดีต่อไปยังภาคบริการ ธุรกิจดีลิเวอรี และภาคการผลิตสินค้า
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 60% และให้ประชาชนร่วมจ่าย 40% ถือเป็นมาตรการที่มีความน่าสนใจมากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต เพราะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มกำลังซื้อในสินค้าจำเป็นได้โดยตรง
ทั้งนี้ เชื่อว่าเมื่อประชาชนรู้สึกว่าจ่ายน้อยลง แต่มีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น จะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ และเม็ดเงินจะหมุนเวียนต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ
โมเมนตัมดันเศรษฐกิจขยับสูงสุด 0.5%
“โครงการนี้จะช่วยสร้างโมเมนตัมทางเศรษฐกิจได้ค่อนข้างดี คาดว่าจะช่วยผลักดัน GDP ได้ประมาณ 0.2-0.3% และหากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจขยับไปถึง 0.5% ซึ่งสูงกว่าโครงการเดิมที่เคยกระตุ้นได้เพียง 0.1-0.2%” นายเกรียงไกรกล่าว
นอกจากผลเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในช่วงที่หลายฝ่ายกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก สำหรับกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการดังกล่าว มองว่า กลุ่มค้าปลีกในชุมชน ร้านค้ารายย่อย และตลาดสด จะได้รับประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเป็นจุดที่เม็ดเงินกระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากได้ลึกที่สุด
ภาคบริการ-ดีลิเวอรี-ภาคผลิต รับอานิสงส์
ขณะเดียวกัน ภาคบริการและธุรกิจดีลิเวอรีก็จะเติบโตตามพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่นิยมสั่งสินค้าออนไลน์มากขึ้น ส่งผลเชื่อมโยงไปยังผู้ประกอบการ SME และภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อที่ฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากรัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
“มาตรการนี้เป็นเพียงการจุดชนวนให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจกลับมาเดิน แต่เครื่องยนต์อื่นต้องทำงานด้วย แม้ GDP ไตรมาสแรกปี 2569 จะโต 2.8% แต่ยังเป็นการเติบโตที่กระจุกตัวอยู่ในภาคส่งออกและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติผ่าน BOI เป็นหลัก ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแรง” นายเกรียงไกรกล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลควรเร่งส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน เพื่อสร้างงานและรายได้ใหม่ให้ประชาชน พร้อมผลักดันการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่ธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมถึงเร่งฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวผ่านการจัดอีเวนต์ระดับคุณภาพ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียมเข้ามาใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น
เงินหมุนหลายรอบ เศรษฐกิจโตสูงสุด 0.8%
ด้าน นายหลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน เพราะเป็นการกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน หรือ “ตัว C : Consumptiom” ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
“หากเงินสามารถหมุนเวียนได้หลายรอบ และวงจรการใช้จ่ายไม่สั้นเกินไป ผมมองว่าน่าจะช่วยดัน GDP ได้ประมาณ 0.7-0.8% แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้น แต่ถือว่ารัฐบาลออกมาได้เร็วและตรงจังหวะ ในช่วงที่ประชาชนกำลังเผชิญต้นทุนน้ำมันและค่าครองชีพสูง” นายหลักชัย กล่าว
สำหรับ ธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์จากโครงการนี้อย่างชัดเจน ได้แก่ โรงงานผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ภาคการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และธุรกิจบริการดีลิเวอรี ซึ่งจะได้รับผลบวกจากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของประชาชน มาตรการแจกเงินครั้งนี้เสมือนการ “สตาร์ทเครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง เพราะเมื่อประชาชนเริ่มมีทั้งกำลังซื้อและกำลังใจในการใช้จ่าย ก็จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ค่อย ๆ ฟื้นตัวตามมา
อย่างไรก็ดี รัฐบาลควรใช้ช่วงจังหวะที่เศรษฐกิจเริ่มมีแรงเหวี่ยงจากมาตรการดังกล่าว เดินหน้านโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการและภาคธุรกิจควบคู่กันไป โดยเฉพาะมาตรการลดต้นทุนและการสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องหลังหมดมาตรการกระตุ้นระยะสั้น
“อย่างน้อยมาตรการนี้ทำให้เห็นว่าทีมเศรษฐกิจพยายามคิดและออกมาตรการเพื่อช่วยประชาชน รวมถึงพยายามต่อยอดให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย” นายหลักชัย กล่าวปิดท้าย







