thansettakij
thansettakij
นายกน้ำยางข้นชี้ ‘ยางขาขึ้น’ ลุ้นแตะ 100 บาท รับสงคราม-น้ำมันแพง

นายกน้ำยางข้นชี้ ‘ยางขาขึ้น’ ลุ้นแตะ 100 บาท รับสงคราม-น้ำมันแพง

“ยางพารา” รับอานิสงส์สงครามน้ำมัน! “พงศ์นเรศ” นายกน้ำยางข้นชี้ Stagflation โลกดันราคายางขาขึ้น ลุ้นแตะ 100 บาท/กิโลกรัม

KEY

POINTS

  • ราคายางพาราได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนยางสังเคราะห์แพงขึ้น
  • มีการคาดการณ์ว่าหากสถานการณ์สงครามรุนแรงจนราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้ราคายางมีโอกาสทะลุ 100 บาทต่อกิโลกรัมได้
  • หากราคาน้ำมันดิบทรงตัวอยู่ที่ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล คาดว่าราคายางพาราจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 60-80 บาทต่อกิโลกรัม

เข้าสู่ช่วงต้นฤดูกาลเปิดกรีดยางพาราปีนี้ ท่ามกลางความหวังของเกษตรกรไทย หลังราคายางเริ่มทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อน “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายพงศ์นเรศ วนสุวรรณกุล” นายกสมาคมนํ้ายางข้นไทย ถึงทิศทางอุตสาหกรรมยางพาราไทย ปี 2569 ภายใต้บรรยากาศเชิงบวก แต่ยังมีความท้าทายรอบด้านที่ต้องจับตา ทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต่อต้นทุนพลังงานโดยตรง ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญโจทย์ยากอย่าง “Stagflation” หรือภาวะที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น แต่กำลังซื้อและความต้องการบริโภคกลับชะลอตัวลง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดยางพารา

 

 

นายพงศ์นเรศ วนสุวรรณกุล” นายกสมาคมนํ้ายางข้นไทย

เปิดกรีดยางสะดุดฝน-โลกป่วน ดันราคาสูง

นายพงศ์นเรศ กล่าวว่า สถานการณ์ยางพาราในช่วงเริ่มต้นฤดูเปิดกรีดปีนี้ว่า เกษตรกรเริ่มลงมือกรีดยางแล้วตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ปริมาณนํ้ายางที่ออกสู่ตลาดยังมีไม่มากนักเนื่องจากเริ่มมีฝนตกในหลายพื้นที่ ขณะที่ปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังไม่มีเสถียรภาพ ส่งผลให้ราคานํ้ามันดิบผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนยางสังเคราะห์ที่เป็นผลพลอยได้จากปิโตรเลียม ทำให้ยางธรรมชาติทุกประเภทได้รับอานิสงส์และยังคงมีฐานราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

 

ปัจจุบันตลาดกำลังเข้าสู่สภาวะ Stagflation หรือสภาวะที่ข้าวของแพงขึ้นแต่กำลังซื้อลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ยํ่าแย่ ต้นทุนการผลิตและขนส่งปรับตัวสูงขึ้นตามราคานํ้ามันดิบ ซึ่งกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสารเคมี พลาสติก และยางพารา

 

ลุ้นแตะ 100 บาท หากนํ้ามันดิบพุ่ง

สำหรับแนวโน้มราคายางในปีนี้ นายพงศ์นเรศมองว่าทั้งนํ้ายางสด นํ้ายางข้น และยางแผ่นดิบ ยังมีอนาคตที่ดี แต่อยู่ที่การปรับฐานราคาให้เหมาะสมกับกลไกตลาด โดยคาดการณ์ว่า หากราคานํ้ามันดิบยังทรงตัวอยู่ที่ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคายางพาราน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 60-80 บาทต่อกิโลกรัม แต่หากสถานการณ์สงครามรุนแรงจน นํ้ามันพุ่งแตะ 150 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาก็มีโอกาสทะลุ 100 บาท หรือเลข 3 หลักได้

ในส่วนของปริมาณผลผลิต นายพงศ์นเรศประเมินว่า การส่งออกยางพาราในปีนี้ไม่น่าจะแตกต่างจากปีที่แล้วมากนัก เนื่องจากจุดตํ่าสุดของการโค่นต้นยางได้ผ่านพ้นไปแล้ว แม้ภาคใต้จะมีการโค่นต้นยางเพื่อเปลี่ยนไปปลูกปาล์มหรือทุเรียนบ้างจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่กระแสทุเรียนที่เริ่มเบาลงทำให้ตลาดเริ่มกลับมาสมดุล ทั้งนี้สิ่งที่น่ากังวลคือสภาวะอากาศในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งพยากรณ์อากาศระบุว่าจะมีฝนตกหนักโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ช่วงปลายปี หากฝนตกหนักจะทำให้ไม่สามารถกรีดยางได้และส่งผลต่อการควบคุมปริมาณผลผลิตในตลาด

 

EUDR ส่อแววเลื่อนยาว

สำหรับประเด็นกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของยุโรป EUDR (European Union Deforestation Regulation) มีโอกาสสูงที่จะถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง โดยมีเหตุผลสนับสนุนที่สำคัญ  ประกอบด้วย ภาระต้นทุนที่สูงเกินไปจากสภาวะสงคราม ปัจจุบันทั่วโลกกำลังแบกรับต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่สูงมากจากผลกระทบของสงคราม

หากมีการประกาศใช้มาตรการ EUDR ซึ่งจะมี “ค่าพรีเมียม” หรือต้นทุนส่วนเพิ่มในการตรวจสอบย้อนกลับบวกเข้าไปอีกจะทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้นจนผู้บริโภคอาจรับไม่ไหว เพราะมาตรการนี้ไม่ได้ครอบคลุมแค่ยางพารา แต่รวมถึงสินค้าอีกหลายชนิด เช่น กาแฟ โกโก้ เนื้อวัว และปาล์มนํ้ามัน ซึ่งเป็นสินค้าที่คนในยุโรปต้องบริโภคทุกวัน หากราคาสินค้าเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นตามเกณฑ์ EUDR จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในยุโรปเอง 

รวมถึงทิศทางนโยบายจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะหากในอนาคตผู้นำอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ (ซึ่งไม่เน้นนโยบายสีเขียวหรือ Green Policy) กลับมามีอำนาจ อาจทำให้ยุโรปไม่สามารถดำเนินมาตรการนี้เพียงลำพังได้ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี

 “มาตรการนี้เคยมีการเลื่อนมาแล้วประมาณ 2 รอบ และจากการสังเกตการณ์จนถึงเดือนพฤษภาคมของปีนี้ ยังไม่เห็นสัญญาณหรือการขยับตัวที่ชัดเจนว่าจะมีการนำมาใช้จริงในเร็วๆ นี้ รวมถึงความตื่นตัวของตลาดในปัจจุบันก็ลดน้อยลงกว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาอย่างมาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว”

จี้เร่งตั้งบอร์ดการยาง-กนย.เคลื่อนนโยบาย

อย่างไรก็ตามได้ฝากข้อเสนอถึงรัฐบาลว่า หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยางพาราในฤดูกาลนี้คือ การเร่งแต่งตั้งบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) และผู้ว่าการการยางฯ ให้ครบถ้วน เพื่อให้สามารถเริ่มนับหนึ่งในการเสนอโครงการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเรื่องเงินหมุนเวียนเพื่อสนับสนุนในช่วงที่ผลผลิตออกมาจำนวนมาก และการรักษาเสถียรภาพราคาเพื่อรับมือกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“ในส่วนเกษตรกร อยากจะฝากถึงแก่เกษตรกรว่าควรหันมาเน้นการลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูงและขาดแคลนในบางชนิด และควรนำหลักวิทยาศาสตร์มาใช้ในการตรวจวิเคราะห์ดิน เพื่อให้สามารถใส่ปุ๋ยได้ตรงจุดตามที่ต้นยางขาดซึ่งจะช่วยให้ต้นยางดูดซึมธาตุอาหารได้เต็มที่และไม่เสียประโยชน์จากการระเหยทิ้ง” นายพงศ์นเรศ กล่าวทิ้งท้าย

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฉบับที่ 4,204 วันที่ 28 - 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569