
ยางแผ่นรมควันพุ่งต่อ! เปิดตลาด 89 บาท “แอล.ที.การยาง” แชมป์ประมูล 3 ตลาดใหญ่
บิ๊ก กยท. ชี้ตลาดยางพาราคึกคัก ราคายังพุ่งไม่หยุด จากของมีน้อย ความต้องการสูง “แอล.ที.การยาง” ชนะประมูลตามตลาดใหญ่ ให้ราคาสูงสุดเหนือคู่แข่งที่ 89 บาท/กก. รวม 169 ตัน
KEY
POINTS
- ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 เปิดตลาดวันที่ 14 พ.ค. 69 ที่ 89.00 บาทต่อกิโลกรัม ปรับตัวสูงขึ้น 0.50 บาท
- แอล.ที.การยาง ชนะการประมูลทั้ง 3 ตลาดด้วยราคาเดียวกันที่ 87.88 บาทต่อกิโลกรัม
- คาดการณ์เดือนพฤษภาคม 2569 ราคายางพารามีแนวโน้ม ทรงตัวถึงปรับลดลงเล็กน้อยในระยะสั้น
นายโกศล บุญคง รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึง สถานการณ์ซื้อขายยางพารา วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ว่า ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 เปิดตลาดอยู่ที่ 89.00 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 0.50 บาท สะท้อนทิศทางตลาดที่ยังทรงตัวในระดับสูง ท่ามกลางแรงหนุนจากความต้องการใช้ยางในตลาดโลกและภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
สำหรับปริมาณยางเข้าสู่ตลาดกลาง 3 แห่งภาคใต้ ประกอบด้วย สำนักงานตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา 27 ตัน , สำนักงานตลาดกลางยางพาราจังหวัดนครศรีธรรมราช 72 ตัน และสำนักงานตลาดกลางยางจังหวัดสุราษฎร์ธานี 70 ตัน รวมปริมาณยางประมาณการทั้งสิ้น 169 ตัน
"ผลการประมูลยางแผ่นรมควันชั้น 3 วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 พบว่า บริษัท แอล.ที.การยาง จำกัด คว้าชัยชนะการประมูลทั้ง 3 ตลาด ด้วยราคา 87.88 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 0.01 บาทจากรอบก่อนหน้าโดยตลาดกลางยางจังหวัดสงขลา บริษัท แอล.ที.การยาง จำกัด ชนะประมูลที่ราคา 87.88 บาทต่อกิโลกรัม "
ด้านตลาดกลางยางจังหวัดนครศรีธรรมราช บริษัท แอล.ที.การยาง จำกัด ยังรักษาระดับราคาไว้ที่ 87.88 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่คู่แข่งเสนอซื้อที่ 87.04 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนตลาดกลางยางจังหวัดสุราษฎร์ธานี บริษัท แอล.ที.การยาง จำกัด ชนะประมูลที่ 87.88 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนคู่แข่งเสนอซื้อที่ 87.06 บาทต่อกิโลกรัม
นายโกศล กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อม คาดการณ์ว่าในเดือนพฤษภาคม 2569 ราคายางพารามีแนวโน้มทรงตัวถึงปรับลดลงเล็กน้อยในระยะสั้น เนื่องจากตลาดเริ่มรู้ถึงปริมาณอุปทานใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดหลังจากการเปิดกรีดยางฤดูกาลใหม่ ส่งผลให้สต็อกยางในประเทศเริ่มทยอยพื้นตัวจากจุดต่ำสุด อย่างไรก็ตาม ปริมาณยางที่ออกสู่ตลาดยังคงมีจำกัดในช่วงต้นฤดูการผลิต เนื่องจากสภาพอากาศที่มีฝนตกชุกเป็นอุปสรรคต่อการกรีดยาง
ขณะที่ปัจจัยด้านอุปสงค์จากอุตสาหกรรมยางล้อในต่างประเทศ (โดยเฉพาะจีนและยุโรป)คาดว่าจะยังคงมีการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องเพื่อเติมเต็มสต็อกที่ถูกใช้ไปในช่วงฤดูแล้ง ทั้งนี้ ควรเฝ้าระวังปัจจัยด้านราคาน้ำมันดิบที่อาจผันผวนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาด้านต้นทุนโลจิสติกส์
ทั้งนี้ผู้ประกอบการและเกษตรกรจึงควรเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการสต็อกยางอย่างรัดกุม และติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินปริมาณผลผลิตรายวันและรองรับความผันผวนของราคาในช่วงต้นฤดูฝนนี้
ขณะที่ต้นฤดูฝนนี้ รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงต้นต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์ที่เป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้จากบิโตรเลียมภาวะดังกล่าวส่งผลให้อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง
โดยเฉพาะผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ มีแนวโน้มรักษาสัดส่วนการใช้ยางธรรมชาติทดแทนเพื่อบริหารจัดการต้นทุน ยังคงเป็นแรงหนุนเชิงบวกต่อราคายางธรรมชาติในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม วิกฤตการณ์ดังกล่าวยังคงสร้างแรงกดดันต่อระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ผ่านค่าระวางเรือและค่าประกันภัยขนส่งสินค้าทางทะเลที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการส่งออกและห่วงโซ่อุปทานยางพาราของไทย







