
ปีทองยางพาราไทย ลุ้นแตะ 100 บาท กยท.ปั้น Thai Tire แข่งตลาดโลก
"บิ๊ก กยท.” ฟันธงปี 69 “ปีทองยางไทย” ราคาลุ้นพุ่ง 100 บาท/กก. เดินหน้า “Thai Tire” ปั้นอุตสาหกรรมยางไทยสู้ตลาดโลก
KEY
POINTS
- ราคายางพารามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยมีโอกาสแตะระดับ 100 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจัยหนุนด้านความต้องการใช้ยางธรรมชาติที่สูงกว่ากำลังการผลิต และต้นทุนยางสังเคราะห์ที่เพิ่มขึ้น
- การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เตรียมผลักดันโครงการ "ยางล้อแห่งชาติ" (Thai Tire) โดยตั้งโรงงานผลิตยางล้อแบรนด์ไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
- ปัจจัยบวกสำคัญมาจากความต้องการในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และมาตรการ EUDR ของสหภาพยุโรป ซึ่งไทยมีความพร้อมด้านระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของยาง
สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ที่กระทบการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในโลกยังทรงตัวในระดับสูง ดันต้นทุนการผลิต “ยางสังเคราะห์” ซึ่งใช้วัตถุดิบปิโตรเคมีที่เป็นผลพลอยได้จากนํ้ามันเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้อุตสาหกรรมยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์ยางบางส่วนหันมาใช้ “ยางธรรมชาติ” มากขึ้น ส่งผลบวกต่อราคายางพาราไทยและยางพาราโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
โดยเฉพาะตลาดล่วงหน้าสิงค์โปร์ ( SICOM) และ เซียงไฮ้ (SHFE) ที่ปรับขึ้นแรงในช่วงมีนาคม–พฤษภาคม 2569 จึงทำให้นํ้ายางสด และนํ้ายางข้น ยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการของอุตสาหกรรมถุงมือยางทางการแพทย์ รวมถึงการสำรองวัตถุดิบของโรงงานในไทยและมาเลเซีย ท่ามกลางต้นทุนขนส่งและความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ทำให้ราคานํ้ายางสดของไทย ณ ปัจจุบันยังทรงตัวในระดับสูงราว 80–86 บาทต่อกิโลกรัม
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท) เปิดโรดแมปฝ่าวิกฤตซัพพลายยางโลกตึงตัว พร้อมเร่งผลักดันโครงการ “ยางล้อแห่งชาติ” และส่งเสริมพืชมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มการใช้ยางในประเทศและสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ กยท.เตรียมเสนอของบจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล เพื่อลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมยางครบวงจร ยกระดับการแปรรูป เพิ่มขีดแข่งขันไทยในตลาดโลก และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้ชาวสวนยางในระยะยาว
ลุ้นนํ้ายางสดแตะ 100 บาท
นายโกศล เปิดเผยว่า ทิศทางราคายางพาราในปี 2569 ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นจากหลายปัจจัยหนุน ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ราคานํ้ามัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินหยวนที่มีผลต่อการซื้อขายในตลาดโลก โดยเฉพาะภาวะยางขาดตลาด หลังความต้องการใช้ยางธรรมชาติทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 15.6 ล้านตัน ขณะที่กำลังการผลิตรวมทุกประเทศทำได้เพียง 15.2 ล้านตัน ส่งผลให้ตลาดขาดแคลนยางราว 3-5 แสนตัน
นอกจากนี้ ความตึงเครียดในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อต้นทุนพลังงานและราคานํ้ามันโลก ทำให้ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์ปรับตัวสูงขึ้น จนอุตสาหกรรมล้อยางและภาคการผลิตจำนวนมากหันกลับมาใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคายางพุ่งขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และคาดว่าจะทำจุดสูงสุดในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้
นายโกศลระบุว่า ผลิตภัณฑ์บางชนิด โดยเฉพาะนํ้ายางสดและยางแผ่นรมควันชั้น 1 มีโอกาสแตะระดับ 100 บาทต่อกิโลกรัมได้ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ยางประเภทอื่นจะทยอยปรับตัวตาม อย่างไรก็ตาม ฝากเตือนเกษตรกรไม่ควรกักตุนผลผลิตนานเกินไป เพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงต้นฤดูฝนและหลายประเทศเริ่มเปิดกรีดยางเต็มกำลัง ผลผลิตจะทยอยเข้าสู่โรงงานมากขึ้น อาจทำให้ราคาย่อตัวลงระยะสั้นเพื่อปรับฐานตามกลไกตลาด
“ปีทองยางพารา” EV-EUDR หนุนตลาดโลก
รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็น “ปีทองของยางพารา” จากแรงหนุนทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และความต้องการยางล้อโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปเตรียมบังคับใช้มาตรการ EUDR หรือกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดการบุกรุกป่าในเดือนธันวาคม 2569 ซึ่งจะห้ามนำเข้าสินค้ายางที่ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาได้ ในส่วนของประเทศไทย กยท. ได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้าร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ผ่านระบบ “Thai EUDR” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่จุดรวบรวมยาง สหกรณ์ ไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อรองรับมาตรฐานการค้าโลก
“แม้ไทยจะส่งออกยางไปยุโรปโดยตรงเพียงประมาณ 10% หรือราว 400,000 ตันต่อปี จากยอดส่งออกทั้งหมดกว่า 4 ล้านตัน แต่สินค้าปลายทางอย่างยางล้อที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นอันดับ 1 ของโลก ก็ถูกบังคับทางอ้อมให้ต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน EUDR ตลอดห่วงโซ่อุปทาน”
ดันพืชมูลค่าสูง แก้ปัญหารายได้สวนยาง
ในด้านการยกระดับรายได้เกษตรกร กยท. กำลังผลักดันแนวทางปลูกพืชร่วมในสวนยาง เพื่อลดข้อจำกัดด้าน Economy of Scale โดยส่งเสริมพืชมูลค่าสูง เช่น โกโก้ กาแฟ และสละ ซึ่งสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร คาดจะเสนอขอใช้งบจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ผ่านบอร์ด และผ่านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงและสหกรณ์ เป็นลำดับไป
นายโกศล ยกตัวอย่างว่า การปลูกสละในสวนยางที่จังหวัดพัทลุงและจันทบุรี สามารถสร้างรายได้สูงถึง 40,000-80,000 บาทต่อไร่ต่อปี มากกว่าการปลูกยางเชิงเดี่ยวหลายเท่า ขณะเดียวกัน กยท. ยังพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์นํ้าภายใต้แบรนด์ขององค์กร โดยนำ “ปลาหมอคางดำ” ซึ่งมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง ผสมกับนํ้านมดิบที่มีกรดอะมิโน เพื่อช่วยฟื้นฟูอินทรียวัตถุในดิน ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ โดยเตรียมเปิดตัวความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ยางและสหกรณ์โคนมอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้ ที่จังหวัดกาญจนบุรี
ปลุกแนวคิด “Thai Tire” สร้างโรงงานยางล้อของคนไทย
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือโครงการยางล้อไทย หรือ Thai Tire ซึ่ง กยท. มองว่าไทยควรมีโรงงานผลิตยางล้อของตนเอง แทนการรับจ้างผลิตเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งประสบปัญหาต้นทุนและข้อจำกัดด้านสัญญา
“เราต้องมีโรงงานของตัวเอง อาจเป็นบริษัทลูกที่ กยท. ร่วมทุนกับสหกรณ์ขนาดใหญ่ ใช้ทีมเทคโนโลยีและระบบบริหารแบบเอกชน เพื่อสร้างแบรนด์ยางล้อของไทยให้แข่งขันได้โดยมองว่า ตลาดยังมีโอกาสสูง ทั้งในกลุ่มรถกระบะ รถเกษตร รถราชการ รวมถึงรถ EV จากจีนที่เริ่มเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย หากสามารถผลิตได้ตามมาตรฐาน มอก. แม้เริ่มต้นเพียงหลักไม่กี่หมื่นเส้นต่อเดือน ก็ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมต้นนํ้าถึงปลายนํ้าของไทย”นายโกศล กล่าว
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,200 วันที่ 14 - 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569







