
ผ่าห่วงโซ่มะพร้าวน้ำหอม ชี้ 4 วิกฤตไทยผลผลิตล้น-ราคาดิ่ง
กรมพัฒน์ฯ เผยโครงสร้างมะพร้าวน้ำหอมไทยเผชิญ 4 วิกฤต ทั้งผลผลิตล้น ทุนต่างชาติคุมราคา สินค้าปลอมปน และส่งออกหด ทำเกษตรกรรายได้ลด เร่งหามาตรการกู้ราคา
KEY
POINTS
- การขยายพื้นที่เพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอมพร้อมกันหลายพื้นที่ ส่งผลให้ผลผลิตล้นตลาดเกินความต้องการ ทำให้ราคาตกต่ำและเกษตรกรมีรายได้ลดลง
- ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดส่งออก โดยเฉพาะในจีน ให้กับคู่แข่งที่มีราคาถูกกว่า ประกอบกับกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาควบคุมกลไกราคาในประเทศ
- ปัญหาสินค้าปลอมปน เช่น การเติมน้ำตาลหรือผสมน้ำมะพร้าวพันธุ์อื่น ทำลายชื่อเสียงและส่งผลกระทบต่อราคามะพร้าวน้ำหอมแท้ของไทย
- อุตสาหกรรมเผชิญ 4 วิกฤตหลัก คือ ผลผลิตขาดตลาดราคาพุ่ง, ผลผลิตล้นตลาดราคาดิ่ง, การแข่งขันจากทุนต่างชาติ และสินค้าปลอมปนทำลายคุณภาพ
นายพูนพงษ์ นัยนาภารณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ทำการวิเคราะห์โครงสร้างมะพร้าวน้ำหอมไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทำให้ทราบถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ราคามะพร้าวน้ำหอมของไทยมีความผันผวนอย่างหนัก โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย
1. ด้านห่วงโซ่อุปทานมะพร้าวน้ำหอมไทย ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมไทยมี 2 ขนาด คือ ขนาดมาตรฐานส่งออก (หน้าสวนลูกละ 4-5 บาท ควั่นแล้วน้ำหนักกว่า 1 กก.) และขนาดที่มีผลลีบเล็กไม่สามารถส่งออกได้ (หน้าสวนลูกละ 2 บาท)
โดยห่วงโซ่อุปทาน เริ่มต้นจากที่เกษตรกรปลูกมะพร้าวเมื่อผลผลิตออกจะดำเนินการ ขายปลีกเอง หรือ ขายผ่านคนกลาง ขายส่งโรงงาน โดยโรงงานคัด-ตัดแต่งผลสด หากมะพร้าวได้ไซต์มาตรฐานจะดำเนินการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ หรือ ขายในประเทศ ผ่านตลาดค้าส่ง-ค้าปลีก และห้างสรรพสินค้า
ขณะที่ด้านอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ส่งผลตกเกรดมาตรฐานไปเจาะเพื่อทำเครื่องดื่มน้ำมะพร้าว ใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร/ขนมหวาน ซึ่งปัจจุบันผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมไซต์เกรดมาตรฐาน (ส่งออก) มีประมาณ 30% ขณะที่ ไซต์ตกเกรดมาตรฐานมีประมาณ 70%
2. ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยสามารถแบ่งออกได้ดังนี้ ภาคการเกษตร ในประเทศมีการขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพร้อมกันหลายพื้นที่ จาก 235,903 ไร่ ในปี 2564 เป็น 305,706 ไร่ ในปี 2568 และเมื่อผลผลิตออกพร้อมกัน ทำให้ผลผลิตล้นตลาดซึ่งในปี 2568 โดยเฉพาะปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 49.80%
ขณะที่มูลค่าการส่งออกจากปี 2566 สูงถึง 9,888.92 ล้านบาท ลดลงต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน โดยในปี 2568 เหลือเพียง 6,456.52 ล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุให้ราคาตกต่ำ และส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ลดลงมากไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย
ภาคผลสดส่งออก แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ โรงงานของคนไทยที่มีมาตรฐานสากล ต้องแบกภาระต้นทุนที่สูงกว่าในการปฏิบัติตามกฎหมายโรงงาน ทั้งภาษี การทำมาตรฐานสากลต่างๆ ด้านคุณภาพและความปลอดภัยมาตรฐานอาหาร ลูกค้าต่างชาติชะลอการสั่งซื้อสินค้า และสูญเสียตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมให้กับประเทศอื่น เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่าและมีความผันผวนของราคาที่ต่ำกว่าไทย
โดยจีนเป็นตลาดส่งออกที่มีมูลค่าถึง 80% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งในปี 2566 ไทยเคยครองส่วนแบ่งถึง 75% แต่ปี 2568 ส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือเพียง 48%
ผู้ผลิต/ผู้ส่งออกไทย ผันตัวมาเป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับบริษัทต่างชาติที่เป็นผู้กำหนดราคารับซื้อขาย และ โรงงานของทุนต่างชาติหรือนอมินี มีการลงทุนที่ครบวงจรตั้งแต่ การเช่าเหมาสวน โรงผลิต โรงบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง-ส่งออก มีช่องทางจัดจำหน่ายเอง ทำให้เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่ควบคุมราคารับซื้อขายได้หมด และกำหนดเกณฑ์รับซื้อเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมเกรดดีเท่านั้น
ภาคแปรรูปอุตสาหกรรมน้ำมะพร้าวน้ำหอม แบ่งออกเป็น 2 ด้าน บริษัทของคนไทยเป็นโรงงานมาตรฐาน มีโรงงานใช้มะพร้าวน้ำหอมแท้ 100%
บริษัทนักลงทุนต่างชาติ โรงงานที่ดำเนินการผลิตได้ตามมาตรฐานมีทั้งมะพร้าวน้ำหอม 100% และที่มีมะพร้าวน้ำหอมปรุงแต่งผสมตามสัดส่วนที่ใช้จริง โรงงานที่ดำเนินการผลิตไม่ได้มาตรฐาน ผลิตน้ำมะพร้าวปลอมปน หรือผสมปรุงแต่ง แต่ไม่ได้ระบุสัดส่วนที่ใช้จริง
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ้ำเติมปัญหามะพร้าวน้ำหอมของไทย ได้แก่ สินค้าปลอม เช่น เติมน้ำตาล แต่งกลิ่น และ ผสมน้ำมะพร้าวพันธุ์อื่นแต่แจ้งว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอม 100% ส่งผลกระทบต่อมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% คือ ของแท้ขายไม่ได้ โรงงานไทยสู้ราคาถูกไม่ได้ ผู้บริโภคเข้าใจผิดรสชาติมะพร้าวไทย ประเทศไทยเสียชื่อเสียง
โดยปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลต่อเนื่อง คือ ขายมะพร้าวน้ำหอมไม่ได้ โรงงานหยุดรับซื้อ เกษตรกรขาดรายได้ ลดคุณภาพสวนราคาตกต่ำ
3. อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมของไทยเผชิญปัญหา 4 วิกฤต คือ
3.1 ช่วงผลผลิตขาดตลาด ราคาพุ่งสูง แข่งขันในตลาดไม่ได้
3.2 ช่วงผลผลิตล้นตลาด ราคาต่ำ โรงงานเกิดภาวะ Over Stock
3.3 การแข่งขันต้นทุนต่ำจากทุนต่างชาติ และ
3.4 สินค้าปลอมปนทำลายคุณภาพและราคามะพร้าวน้ำหอมไทย
4. แนวทางการแก้ปัญหาระยะสั้น-กลาง ที่จะช่วยกระตุ้นราคามะพร้าวน้ำหอมอยู่เหนือจุดคุ้มทุน ภาคการเกษตร ต้องมีระบบบริหารจัดการควบคุมการขยายพื้นที่ปลูก-ป้องกันภาวะมะพร้าวน้ำหอมล้นตลาด โดยภาครัฐช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรให้มีเงินทุนในการบำรุงสวนมะพร้าว
ภาคการผลิต ภาครัฐต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกันทุกกลุ่มนักลงทุนโดยไม่มีข้อยกเว้น ต้องดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้แรงงาน การกำหนดราคารับซื้อ และตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น (นอมินี) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกกลุ่มผู้ประกอบการ
ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการจัดระเบียบมาตรฐานสินค้า โดยแยกพิกัดอัตราศุลกากร (HS Code) ที่ชัดเจนระหว่างน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% กับมะพร้าวผสม และปราบปรามสินค้าปลอม ปกป้องสินค้าแท้ 100% และต้องมีการสนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างเป็นธรรม
ภาคการตลาด ต้องพยายามรักษาตลาดเดิมให้ได้มากที่สุด และเพิ่มเติมหาตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันตลาดเก่าที่เริ่มซบเซาภาครัฐต้องฟื้นฟูเพื่อให้ได้คำสั่งซื้อกลับคืนมาหรือเพิ่มเติมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการผูกขาดได้ในระยะยาว รวมถึง การรณรงค์กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ พร้อมให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน เกษตรกรไทยและผู้ประกอบการไทยเพื่อก้าวข้ามวิกฤตในครั้งนี้ ซึ่งทุกภาคส่วนคงต้องช่วยกันแก้ไขทั้งระบบ และจะติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงเพื่อให้เกษตรกรไทยและผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้ด้วยความมั่นใจว่ามีภาครัฐคอยให้การสนับสนุนให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัวและเป็นธรรม

