thansettakij
เปิดแผน ‘DRIVE’ ล้างทุจริตสหกรณ์ ลดเสียหาย 1.7 หมื่นล้าน ดันระบบโปร่งใส

เปิดแผน ‘DRIVE’ ล้างทุจริตสหกรณ์ ลดเสียหาย 1.7 หมื่นล้าน ดันระบบโปร่งใส

28 ม.ค. 2569 | 23:00 น.

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ โชว์วิสัยทัศน์ เปิดแผน ‘DRIVE’ ล้างทุจริตสหกรณ์ ลดเสียหาย 1.7 หมื่นล้าน ดันระบบโปร่งใส

KEY

POINTS

  • กระทรวงเกษตรฯ ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (War Room) แก้ปัญหาทุจริตสหกรณ์ สามารถลดมูลค่าความเสียหายจาก 2.7 หมื่นล้านบาท เหลือ 9.6 พันล้านบาท หรือลดลงกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท
  • กรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ ‘DRIVE’ เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งและป้องกันปัญหาทุจริตในอนาคต
  • กลยุทธ์ ‘DRIVE’ มุ่งเน้น 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนา (Development) การกำกับดูแลด้วยธรรมาภิบาล (Regulation) การใช้นวัตกรรม (Innovation) การเพิ่มมูลค่าสินค้า (Values) และการเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) เพื่อสร้างความโปร่งใส

ท่ามกลางปัญหาการทุจริตในระบบสหกรณ์ไทยที่สะสมมานาน และส่งผลกระทบต่อสมาชิกหลายแสนครัวเรือน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ยกระดับการแก้ไขอย่างจริงจัง ด้วยการเปิดตัว “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์” (War Room) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 โดยมีการบูรณาการกับหลายหน่วยงาน หลังพบสหกรณ์ทั่วประเทศ มีข้อบกพร่องด้านการทุจริตถึง 370 แห่ง 516 รายการ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 27,201 ล้านบาท

 “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ คนล่าสุด ถึงผลสำเร็จจากการตั้งวอร์รูม ในการติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์เป็นรายกรณี และร่วมกันหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ ที่อาจลุกลามให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมถึงแผนเร่งด่วนในการบริหารให้ความรู้สหกรณ์ทั้ง 7 ประเภทอย่างรอบด้าน และใช้นวัตกรรมดิจิทัล มาพัฒนาศักยภาพระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง ปัจจุบันสหกรณ์ทั่วประเทศมีสินทรัพย์ทั้งหมดกว่า 4 ล้านล้านบาท โดยเฉลี่ยเติบโตขึ้นปีละ 2 แสนล้านบาท มีสมาชิกรวม 12 ล้านคน

ลุยสางคดีทุจริตสหกรณ์ต่อเนื่อง

นายนิรันดร์ กล่าวว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เปิดตัว “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์” (War Room) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 ณ กระทรวงเกษตรฯ เพื่อเป็นศูนย์กลางประสานงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์อย่างเร่งด่วน โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อจัดการกับปัญหาที่พบบ่อย เช่น การทุจริตเงินกู้ การเบิกจ่ายเท็จ และการยักยอกทรัพย์ เป็นต้น

เปิดแผน ‘DRIVE’ ล้างทุจริตสหกรณ์ ลดเสียหาย 1.7 หมื่นล้าน ดันระบบโปร่งใส

 

จากการตรวจสอบข้อมูลทั่วประเทศ ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2565 พบว่าสหกรณ์ที่มีปัญหาการทุจริตมีจำนวน 370 แห่ง รวม 516 กรณี คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 27,201.76 ล้านบาท แบ่งเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตร 227 แห่ง 345 กรณี มูลค่าความเสียหาย 3,557.11 ล้านบาท และสหกรณ์นอกภาคการเกษตร 143 แห่ง 171 กรณี มูลค่าความเสียหาย 23,644.64 ล้านบาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2566 กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รวบรวมและสรุปความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาทุจริต พบว่ายังคงมีสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 370 แห่ง รวม 516 กรณี แต่สามารถลดมูลค่าความเสียหายคงเหลือเหลือ 26,259.46 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างสอบข้อเท็จจริง 98 กรณี มูลค่า 157.05 ล้านบาท อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน 74 กรณี มูลค่า 3,064.55 ล้านบาท และอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีจนสิ้นสุดแล้ว 344 กรณี มูลค่า 23,037.84 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ขอความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการติดตามและเร่งรัดคดีที่อยู่ในชั้นสอบสวนอย่างใกล้ชิด

จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ปัจจุบันจำนวนสหกรณ์ที่มีปัญหาการทุจริตลดลงจาก 370 แห่ง เหลือ 285 แห่ง ขณะที่มูลค่าความเสียหายลดลงจาก 27,201.76 ล้านบาท เหลือ 9,619.14 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.36 โดยยังมีมูลค่าความเสียหายคงเหลือ 17,582.62 ล้านบาท แบ่งเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตร 153 แห่ง 281 กรณี มูลค่า 2,401.60 ล้านบาท และสหกรณ์นอกภาคการเกษตร 132 แห่ง 179 กรณี มูลค่า 15,181.02 ล้านบาท

สำหรับในกลุ่มที่เกิดการทุจริตไปแล้วจะมีทีมกฎหมายลงไปช่วยติดตามทรัพย์คืน รวมถึงการฟ้องคดีกับผู้ทำการทุจริต ควบคู่กับทางกรมได้มีมาตรการป้องกัน ทางกรมได้มีมาตรการป้องกัน โดยการให้ความรู้ด้านธรรมาภิบาล ด้านการตรวจสอบภายในของสหกรณ์ และให้ผู้ตรวจการสหกรณ์ที่ทางกรมฯให้เข้าไปตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

เปิดแผน ‘DRIVE’ ล้างทุจริตสหกรณ์ ลดเสียหาย 1.7 หมื่นล้าน ดันระบบโปร่งใส

ยกเครื่องดันยุทธศาสตร์ DRIVE

นายนิรันดร์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสหกรณ์ 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนและสหกรณ์ออมทรัพย์ รวม 7,314 แห่งทั่วประเทศ และมีกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในการกำกับดูแลกว่า 3,779 แห่ง โดยสหกรณ์เป็นหนึ่งในสถาบันเกษตรกรที่มีบทบาทในการพัฒนาศักยภาพของสมาชิก ซึ่งมีหน้าที่สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็ง ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมในภาวะวิกฤต

สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของบุคลากรกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่จะต้องเข้าไปขับเคลื่อน ผลักดัน สร้างความรู้แก่สหกรณ์อย่างรอบด้าน ทั้งด้านการผลิต การบริหารธุรกิจ การตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งเป็นองค์กรที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้มวลสมาชิกได้อย่างแท้จริง

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 กรมส่งเสริมสหกรณ์จะยังคงเดินหน้าด้วยวิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรที่ส่งเสริมสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรด้วยนวัตกรรม และหลักธรรมาภิบาลเพื่อสร้างความเข็มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน” ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้วยกลยุทธ์ DRIVE ประกอบด้วย “Development” การพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง, “Regulation” การกำกับดูแลสหกรณ์ด้วยหลักธรรมภิบาล, “Innovation and Digital Technology” การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ,”Values” การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์, และ“Efficiency” การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,170 วันที่ 29 - 31 มกราคม พ.ศ. 2569