
กรมทรัพย์สินฯ กางแผน ปี 69 ดันสินค้า GI เพิ่ม 28 รายการ ตั้งเป้า 3.6 หมื่นล้าน
กรมทรัพย์สินฯ เผย สินค้า GI ไทยพุ่ง 244 ราย มูลค่าสะสม 1.14 แสนล้าน ตั้งเป้าเพิ่มรายการสินค้า 28 รายการ สร้างมูลค้า 3.6 หมื่นล้านบาท เร่งขยายตลาดออฟไลน์–ออนไลน์–ส่งออก
KEY
POINTS
- กรมทรัพย์สินทางปัญญาวางแผนปี 2569 จะขึ้นทะเบียนสินค้า GI เพิ่มอีก 28 รายการ
- ตั้งเป้าหมายสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากสินค้าใหม่ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 36,000 ล้านบาท
- มีกลยุทธ์ขยายตลาดครอบคลุมทั้งการร่วมมือกับห้างค้าปลีก แพลตฟอร์มออนไลน์ และการส่งออกไปต่างประเทศ
- เตรียมปรับปรุงหลักเกณฑ์การใช้ตรา GI สำหรับสินค้าแปรรูป และขยายระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อเพิ่มมูลค่า
สินค้า GI (Geographical Indication) หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ มีความสำคัญในการสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น โดยตราสัญลักษณ์ GI ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
อีกทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อย สินค้าที่รับการรับรองสินค้า GI จึงเป็นการยกระดับสินค้าไทยให้มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น สามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดภายในและตลาดโลก
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการแล้วมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 244 รายการ โดยสินค้าทั้งหมดนี้ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและมูลค่าการซื้อขายสะสมรวม 114,000 ล้านบาท
สำหรับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาและส่งเสริมสินค้า GI ในปีงบประมาณ 2569 (ปีงบ 69) กรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายเชิงรุกที่จะเพิ่มจำนวนสินค้า GI เข้าสู่ทะเบียนอีก 28 รายการ โดยคาดว่าจะสามารถาร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 36,000 ล้านบาท
โดยปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนสินค้า GI รายการใหม่ไปแล้ว 4 รายการในช่วงต้นปีงบประมาณ การดำเนินการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการขยายตลาด GI เนื่องจากเป็นการสร้างความมั่นคงและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นมาตรการในการกระตุ้นและขยายฐานเศรษฐกิจระดับชุมชน
กลยุทธ์ขยายช่องทางการจำหน่ายและการตลาด
ทั้งนี้ กรมฯ ได้วางแผนกลยุทธ์การขยายตลาดอย่างครอบคลุม ทั้งช่องทางออฟไลน์ ออนไลน์ และการส่งออก โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์และบรรจุภัณฑ์ (Packaging & Logistics)
กรมฯ ได้เริ่มโครงการความร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อมุ่งเน้นการสนับสนุนสินค้าเกษตร GI โดยเฉพาะ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านบรรจุภัณฑ์ (Packaging) และการขนส่งให้กับผู้ประกอบการสินค้าเกษตร GI โดยสนับสนุนในรูปแบบของการให้ส่วนลดพิเศษ หรือการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการทำกำไรได้
2. การเจาะตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade Penetration)
กรมฯ ได้มีการดำเนินกิจกรรมร่วมกับห้างสรรพสินค้าและผู้ค้าปลีกรายใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการร่วมมือกับ Tops ซึ่งมีการจัดสรรพื้นที่วางจำหน่าย (Shelf) สำหรับสินค้า GI โดยเฉพาะ และในแผนงานที่กำลังจะเกิดขึ้น มีการขยายความร่วมมือไปยังผู้ค้าปลีกรายใหญ่รายอื่น เช่น Lotus และ Makro ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อนำสินค้า GI เข้าสู่ช่องทางการจำหน่าย
รวมถึง 7-Eleven (ภายใต้ CP All) มีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการนำสินค้า GI เข้าสู่เครือข่ายร้านสะดวกซื้อ
3. การผลักดันช่องทางแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform Strategy)
การตลาดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ถือเป็นอีกเสาหลักสำคัญในแผนงานของกรมฯ ปัจจุบันมีการร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Barn Thailand ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ความสนใจและมีระบบรองรับสินค้าเกษตร GI โดยเฉพาะ
นอกจากนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างการเจรจาขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ไปยังแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่ระดับโลกและระดับภูมิภาค ได้แก่
- TikTok
- Meta
- Shopee
- Lazada
โดยความร่วมมือกับแพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเปิดช่องทางการขาย แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนในรูปแบบของการให้คำปรึกษาและการฝึกอบรม (Training) เพื่อให้ผู้ประกอบการสินค้า GI มีความรู้ความเข้าใจในวิธีการนำเสนอสินค้า การจัดการโลจิสติกส์ และเทคนิคการขายบนแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ
4. กลยุทธ์การส่งออกและการทำตลาดต่างประเทศ
กรมฯ มีแผนการส่งเสริมการตลาดในต่างประเทศอย่างชัดเจน โดยจะมีการนำสินค้า GI ไปออกตลาดและจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในประเทศที่มีศักยภาพ โดยเน้นประเทศที่สินค้า GI ของไทยได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและจดจำในตลาดโลก อาทิ
- ประเทศญี่ปุ่น มีสินค้า GI ของไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้ว เช่น กาแฟดอยตุง
- ประเทศจีน เป็นอีกตลาดใหญ่ที่มีสินค้า GI ของไทยได้รับการรับรอง
กิจกรรมดังกล่าวมีกำหนดจะเริ่มดำเนินการภายในปีหน้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในระดับนานาชาติให้กับสินค้า GI ของไทย
การปฏิรูปหลักเกณฑ์การใช้ตรา GI และระบบตรวจสอบย้อนกลับ
ปัจจุบันกรมฯ กำลังดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์และขยายขอบเขตการใช้ตราสัญลักษณ์ GI เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแปรรูป
1. การใช้ตรา GI สำหรับวัตถุดิบแปรรูป ปัจจุบันกฎระเบียบของ GI กำหนดให้การใช้ตราสัญลักษณ์ต้องติดไปกับตัวสินค้าที่ขึ้นทะเบียนโดยตรงเท่านั้น ส่งผลให้สินค้าที่นำ GI ไปใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปขั้นถัดไป (เช่น การนำฝรั่ง GI ไปทำน้ำผลไม้) ไม่สามารถใช้ตรา GI เดิมได้ ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถรับรู้ถึงที่มาของวัตถุดิบได้ เพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มมูลค่าการขายให้กับผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบ GI กรมฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาที่จะพัฒนาตราสัญลักษณ์ใหม่ หรือมีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของตรา (เช่น การเปลี่ยนสี)
โดยมีรูปแบบที่คล้ายกับตรา GI เดิม แต่จะมีคุณสมบัติและหลักเกณฑ์การใช้งานที่แตกต่างกัน เพื่อให้สินค้าแปรรูปสามารถใช้ตราใหม่นี้ได้ การดำเนินการนี้ถือเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความรอบคอบและอยู่ระหว่างการกำหนดคุณสมบัติที่ชัดเจน
2. การขยายผลระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
กรมฯ ได้เริ่มนำร่องการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) กับสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูงบางรายการแล้ว เช่น ทุเรียนและลำไย และมีแผนที่จะขยายผลไปยังสินค้า GI อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ฝรั่งกิมจู
โดยเน้นย้ำว่าระบบนี้จะต้องเป็นระบบที่ครบวงจร ไม่ใช่เพียงแค่การใช้รหัส QR Code เท่านั้น แต่เป็นการทำให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาและกระบวนการผลิตของสินค้าได้อย่างแท้จริง เพื่อสร้างความโปร่งใสและยกระดับมาตรฐานสินค้า GI ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล







