thansettakij
thansettakij
กลุ่มเหล็ก จี้รัฐใช้มาตรการการค้าเข้มข้น หนุนกระทรวงอุตฯจัดระเบียบโรงงาน

กลุ่มเหล็ก จี้รัฐใช้มาตรการการค้าเข้มข้น หนุนกระทรวงอุตฯจัดระเบียบโรงงาน

24 ม.ค. 68 | 08:39 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ม.ค. 68 | 08:52 น.

สภาอุตฯ-กลุ่มเหล็ก หนุนมติ กกร. เร่งภาครัฐใช้มาตรการทางการค้าเข้มข้น ป้องสินค้าต่างประเทศทะลัก เชียร์กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าตรวจสุดซอย คุมเข้มสินค้า มอก. พร้อมจัดระเบียบโรงงานป้องกันภัยซ้ำซาก

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก และแกนนำ 10 สมาคมเหล็ก เผยว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งกับมติล่าสุดของที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในเดือนมกราคมล่าสุด ที่ได้แสดงความกังวลต่อการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจากต่างประเทศ และเสนอรัฐบาลว่านอกจากการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) แล้ว กระทรวงพาณิชย์ต้องพิจารณาใช้มาตรการอื่น ๆ ด้วยตามความจำเป็น ได้แก่ มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (SG)  มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) เพื่อให้การปกป้องผู้ประกอบการในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์

สำหรับสงครามการค้าโลก ที่ได้เริ่มต้นขึ้น ตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในสมัยแรก ซึ่งสหรัฐได้ใช้มาตรา 232 (Section 232) อ้างเหตุความมั่นคงของชาติ ตามกฏหมายการขยายการค้า (Trade Expansion Act) เพื่อปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard : SG) กับสินค้าเหล็กตั้งแต่ปี 2561 โดยกำหนดอากร 25% กับสินค้าเหล็กทุกประเภท  

ต่อมาสงครามการค้าได้ขยายวงโดยสหภาพยุโรป (อียู)ได้ใช้อากร Safeguard 25% กับสินค้าเหล็กเช่นกัน โดยทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรปได้ใช้มาตรการดังกล่าวต่อเนื่องมาเป็นเวลา 7 ปี และยิ่งขยายการกีดกันการนำเข้าสินค้าประเภทอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศจีนในวงกว้างและรุนแรงยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในปี 2567 ประเทศที่มีการส่งออกสินค้าสูงสุดในโลก คือ จีน ส่งออกสินค้ามูลค่ามากถึง 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าการส่งออกของประเทศไทยถึง 12.4 เท่าตัว ในระยะหลังนี้เมื่อจีนถูกสหรัฐและอียูใช้มาตรการกีดกันทางการค้าเข้มขึ้น จีนได้พุ่งเป้าส่งออกสินค้ามายังประเทศกลุ่ม Belt and Road Initiative มากขึ้นจนมีสัดส่วนการค้ามากกว่า 50% ของการค้าทั่วโลกของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันจีนเป็นทั้งผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่สุดมายังอาเซียน และผู้นำเข้าสินค้าจากอาเซียนมากที่สุดในช่วง 5 ปีหลังสุด

ยกตัวอย่างเฉพาะสินค้าเหล็ก ในปี 2567 จีนได้ส่งออกสินค้าเหล็กมาอาเซียนกว่า 40 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนมากเกือบ 40% ของการส่งออกเหล็กจีนไปทั่วโลก ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการค้าเพื่อปกป้องการจ้างงานของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบและรักษาเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศไทยด้วย

โดยในระหว่างปี 2554 - ปัจจุบัน ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่มีการใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard)  ได้แก่ อินโดนีเซีย 25 มาตรการ  เวียดนาม 5 มาตรการ  ฟิลิปปินส์ 4 มาตรการ  มาเลเซีย 3 มาตรการ  ในขณะที่ประเทศไทยไม่ได้ใช้มาตรการ Safeguard มากว่า 6 ปีแล้ว และไม่เคยใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) เลย

นายนาวา ชี้ปัญหาสำคัญที่ประเทศไทยต้องดำเนินการป้องกันแก้ไขในช่วงสงครามการค้าโลกรุนแรง ได้แก่ 1. สินค้าจีนซึ่งไปสหรัฐและสหภาพยุโรปได้ยากขึ้น จะยิ่งทะลักมาอาเซียน ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่กล้าใช้มาตรการทางการค้าบางอย่าง  2. ผู้ผลิตในไทยที่ใช้วัตถุดิบจากจีนแล้วส่งออกไปสหรัฐ และสหภาพยุโรป จะถูกเพ่งเล็งและอาจถูกใช้มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (Anti-Circumvention) สินค้าจากจีนที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และตอบโต้การอุดหนุนอยู่เดิม  

3.การลงทุนจากจีนมาเปิดโรงงานในประเทศไทยจะส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าประเภทเดียวกันที่มีอยู่เดิมและมีกำลังการผลิต (Production Capacity) ล้นเหลืออยู่แล้วในประเทศไทย ต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากนักลงทุนจีน จนผู้ประกอบการเดิมบางรายต้องปิดกิจการลง

ทั้งนี้ภาคเอกชนและประชาชนขอชื่นชมกระทรวงอุตสาหกรรม นำโดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้ดำเนินการหลายมาตรการอย่างเข้มแข็ง ได้แก่  1.การห้ามตั้งห้ามขยายโรงงานบางประเภทซึ่งประเทศไทยมีกำลังการผลิตสูงเกินพออยู่แล้ว  2. เข้มงวดการดำเนินการทั้งตามพ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)

และ 3 พ.ร.บ.โรงงาน โดยชุดตรวจการณ์สุดซอยกระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรมว.อุตสาหกรรม จนมีการสั่งหยุดกิจการหลายแห่งซึ่งผลิตสินค้าไม่เป็นไปตามม.อ.ก.บังคับ และฝ่าฝืนด้านความปลอดภัยในโรงงาน โดยให้กิจการดังกล่าวดำเนินการปรับปรุงให้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงดำเนินคดีผู้กระทำผิดตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยไม่หวั่นเกรงผู้มีอิทธิพล เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

หากเป็นบริษัทที่ละเลยในเรื่องดังกล่าวหรือฝ่าฝืนกฎหมายหลายครั้งซ้ำซาก ควรโดนมาตรการที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ส.อ.ท. นำโดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. มีนโยบายให้ทุกโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยดำเนินกิจการโดยให้ความสำคัญลำดับต้นต่อความปลอดภัยของประชาชนและพนักงาน รับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ มุ่งประโยชน์ที่ยั่งยืน ไม่มุ่งเน้นเพียงเป้าหมายเฉพาะกำไรจากการดำเนินงาน หรือการลดค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ จนละเลยการดำเนินการตามกฎหมายโรงงาน หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

“ส.อ.ท. ขอสนับสนุนกระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องเข้มงวดกวดขันเพื่อกำจัดและไม่ให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมโดยพฤติกรรมดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อประชาชน ชีวิตพนักงาน มีความเสี่ยงต่อชุมชนรอบข้าง และได้เปรียบผู้ประกอบอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและเน้นความยั่งยืนตามหลัก ESG (Environmental, Social and Governance)”