thansettakij
thansettakij
"พิพัฒน์" เบรกลงทุนคมนาคม 4 แสนล้าน ชง ครม.สัญจรอุดรฯ เคาะเงินกู้ 1.8 หมื่นล้าน อุ้ม รฟท.

"พิพัฒน์" เบรกลงทุนคมนาคม 4 แสนล้าน ชง ครม.สัญจรอุดรฯ เคาะเงินกู้ 1.8 หมื่นล้าน อุ้ม รฟท.

02 พ.ย. 69 | 11:02 น.
อัปเดตล่าสุด :02 พ.ย. 69 | 11:35 น.

"พิพัฒน์" ส่งสัญญาณคุมเข้มงบคมนาคมกลุ่มอีสานเหนือตอนบนกว่า 4 แสนล้านบาท เตรียมชง ครม.สัญจรอุดรธานี 3 พ.ย.นี้ สั่งชะลอโครงการ หากไม่จำเป็นเร่งด่วน ย้ำสถานะคลังตึงตัวต้องเน้นคุ้มค่า จ่อชงครม. เคาะงบกู้ 18,000 ล้านบาท เคลียร์สภาพคล่อง รฟท.

KEY

POINTS

  • นายพิพัฒน์ รัฐกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม สั่งชะลอแผนลงทุนโครงข่ายคมนาคมภาคอีสานตอนบน วงเงินรวมเกือบ 4 แสนล้านบาท โดยอ้างถึงสถานะการคลังของประเทศที่ตึงตัว
  • เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร (ครม.สัญจร) ที่ จ.อุดรธานี เพื่อขออนุมัติเงินกู้ 1.8 หมื่นล้านบาท สำหรับแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
  • การแก้ปัญหาให้ รฟท. จะทำควบคู่กับการปรับโครงสร้างองค์กร โดยให้บริษัทลูก (SRTA) บริหารสินทรัพย์เพื่อสร้างรายได้ ส่วน รฟท. จะกลับไปมุ่งเน้นภารกิจหลักด้านการบริหารจัดการระบบราง

นายพิพัฒน์ รัฐกิจประการ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรณีที่กระทรวงคมนาคมจะเสนอแผนขับเคลื่อนการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดอีสานตอนบน 5 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ เลย และหนองบัวลำภู รวม 78 โครงการ วงเงินกว่า 327,000 ล้านบาท ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกพื้นที่ (ครม.สัญจร) จ.อุดรธานี วันที่ 3 พ.ย.นี้ เบื้องต้นโครงการเหล่านี้เป็นโครงการรลงทุนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเพียงการรายงานภาพรวมโครงการเท่านั้น ไม่ใช่โครงการใหม่แต่อย่างใด

เบรกลงทุน ห่วงสถานะการคลังตึงตัว

ส่วนกรณีที่มีการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ได้แก่ อุดรธานี บึงกาฬ เลย หนองคาย และหนองบัวลำภู ได้พิจารณาข้อเสนอเชิงนโยบายรวม 170 โครงการ วงเงินรวมกว่า 78,461 ล้านบาท รวมถึงด้านการลงทุนที่สนับสนุนการค้าชายแดน โครงการขนาดใหญ่ที่สุดคือทางหลวง 4 ช่องจราจรแนวใหม่ เชื่อมทางหลวงหมายเลข 2 กับหมายเลข 222 จากอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ถึงบึงกาฬ วงเงินกว่า 27,085 ล้านบาท รองลงมาคือการพัฒนาท่าอากาศยานบึงกาฬ 9,711 ล้านบาท ทางเลี่ยงเมืองเลยด้านทิศตะวันตก 5,200 ล้านบาท ทางหลวงหมายเลข 2 ตอนโนนสะอาด-อุดรธานี 4,000 ล้านบาท และการเพิ่มช่องจราจรทางหลวงหมายเลข 2 ตอนน้ำสวย-สะพานมิตรภาพที่หนองคาย อีก 4,000 ล้านบาท นั้น

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แม้จะมีการเสนอโครงการเข้ามา แต่กระทรวงคมนาคมจะพิจารณาด้วยความรอบคอบอย่างยิ่งท่ามกลางสถานการณ์ที่ สถานะทางการคลังของประเทศค่อนข้างตึงตัว โดยจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเฉพาะโครงการที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง

ส่วนโครงการที่ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือยังไม่คุ้มค่าในขณะนี้ มีนโยบายให้ชะลอโครงการออกไปก่อนจนกว่าองค์กรจะมีสภาพคล่องทางการเงินที่พร้อมมากกว่านี้

ถกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแผนลงทุนปี 71

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันหารือเพื่อกลั่นกรองงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป ทางกระทรวงจะนำโครงการอื่นๆที่มีแผนเสนอในปีงบประมาณ 2571 มาพิจารณาตรวจสอบอย่างละเอียดและถี่ถ้วน

"หากพบว่าโครงการใดไม่เหมาะสมจะดึงออกก่อน แล้วจึงจะพิจารณานำโครงการที่มีความจำเป็นแทรกเข้าไปแทน เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนผู้ใช้งานจริง" นายพิพัฒน์ กล่าว

ชงครม.สัญจร เคาะเงินกู้ 1.8 หมื่นล้าน 

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกพื้นที่ (ครม.สัญจร) กระทรวงคมนาคมเตรียมนำเสนอวาระสำคัญเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องทางการเงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยเสนอขออนุมัติในงบประมาณปี 2570 วงเงินกู้ 18,000 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการเร่งรัดแก้ไขปัญหารายได้และปรับโครงสร้างการบริหารจัดการภายในองค์กรให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ปรับโครงสร้างลดความซ้ำซ้อน 2 องค์กร 

สำหรับการปรับโครงสร้างครั้งนี้ ได้มีการหารือและสรุปข้อตกลงอย่างชัดเจนระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยกับ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) ซึ่งเป็นบริษัทลูก จากเดิมที่การทำงานของทั้งสองหน่วยงานอาจยังมีความซ้ำซ้อน เหลื่อมล้ำ และยังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร เนื่องจากบริษัทลูกยังไม่ได้เข้ามาบริหารจัดการอย่างเต็มตัว

ทั้งนี้ได้ข้อสรุปให้บริษัทเอสอาร์ทีฯ เป็นผู้ดำเนินภารกิจด้านการดูแล การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ และการนำสินทรัพย์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้เอกชนเช่าพื้นที่ เพื่อให้การบริหารสินทรัพย์ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและมุ่งเป้าหมายการสร้างรายได้สูงสุด

ตั้งเป้าใช้ระบบรางเพิ่มอีก 65% 

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน การรถไฟแห่งประเทศไทยจะปรับบทบาทกลับมามุ่งเน้นในภารกิจหลัก (Main Business) อย่างเต็มที่ ได้แก่ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การกำหนดนโยบาย และการบริหารจัดการระบบราง

ทั้งนี้ในปัจจุบันพบว่ารฟท.มีการใช้งานระบบรางอยู่เพียงประมาณ 35% เท่านั้น ยังเหลือพื้นที่ความจุระบบรางที่ว่างอยู่อีกถึง 65 % จึงเป็นหน้าที่สำคัญของรฟท.ที่จะต้องเร่งทำการบ้านเพื่อเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามาเช่าใช้ประโยชน์จากระบบรางที่เหลืออยู่ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด

"การแบ่งแยกภารกิจนี้ คาดว่าจะช่วยให้สถานะทางการเงินของรฟท.ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาเดิมที่ระบุว่า ปัจจุบันมีการนำสินทรัพย์ของรฟท.ออกให้เช่าเพียง 1% เท่านั้น แต่หากสามารถเพิ่มศักยภาพจนนำสินทรัพย์มาปล่อยเช่าได้ถึง 3% สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้รฟท.ได้" นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนการขาดทุนของรฟท.ได้มอบหมายให้ทุกฝ่ายมุ่งเป้าหมายไปที่การผลักดันการเช่าสินทรัพย์ให้บรรลุเป้าหมาย 3-4% เป็นลำดับแรก เพื่อประเมินผลสัดส่วนดังกล่าวเพียงพอที่จะชดเชยรายได้และรายจ่ายจนแก้ปัญหาขาดทุนได้อย่างยั่งยืนหรือไม่