
สนข. จับมือ หัวเว่ย ดันเทคโนโลยี AI อัพเกรดระบบขนส่งครบวงจร
สนข. ลงนาม MOU ร่วมกับ หัวเว่ย มุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรด้าน ICT ครอบคลุมระบบขนส่ง บก Rail น้ำ อากาศ ลุย 4 ด้านหลัก นำร่องระบบเตือนภัยน้ำท่วม ศูนย์ควบคุมการเดินทาง ท่าเรืออัจฉริยะ และเมืองเชื่อมโยงการขนส่ง เพื่อยกระดับคมนาคมไทยสู่มาตรฐานระดับสากล
KEY
POINTS
- สนข. ลงนามความร่วมมือกับหัวเว่ย เพื่อนำเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย
- ความร่วมมือครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาระบบเตือนภัยโครงสร้างพื้นฐาน, การจัดตั้งศูนย์ควบคุมการขนส่ง, การพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ และการสร้างเมืองอัจฉริยะ
- มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการขนส่งทางบก ราง น้ำ และอากาศให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินทาง
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังเป็นประธานระหว่าง สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด และคุณเดวิด หลี่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรและถ่ายทอดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้านการขนส่งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ
ทั้งนี้การลงนามดังกล่าว นับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากร การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้กับระบบคมนาคมขนส่งของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น
เปิดความร่วมมือ 4 ด้าน
สำหรับความร่วมมือหลัก 4 ด้าน ที่บรรจุอยู่ในบันทึกความร่วมมือฉบับนี้ ประกอบด้วย 1. การพัฒนาระบบเตือนภัยและการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม 2. การเชื่อมโยงข้อมูลและพัฒนาศูนย์ควบคุมและบริหารจัดการการขนส่ง เพื่อควบคุมและบริหารจัดการระบบการเดินทางและการขนส่งในทุกมิติ 3.เทคโนโลยีท่าเรืออัจฉริยะและโลจิสติกส์ทันสมัย และ 4. เมืองอัจฉริยะเชื่อมโยงการขนส่งสำหรับการขนส่งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ โดยกระทรวงคมนาคมต้องการให้มีการขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดีวกันให้เร่งศึกษาและพัฒนาระบบติดตามและแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำ เพื่อช่วยเฝ้าระวังความเสี่ยงจากน้ำท่วมที่อาจส่งผลกระทบต่อถนน ทางรถไฟ และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอื่น ๆ และนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินสถานการณ์ แจ้งเตือนล่วงหน้า และวางแผนรับมือได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ
ดึงเทคโนโลยีดิจิทัล เชื่อมข้อมูลขนส่ง
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญ คือ ลดผลกระทบต่อการเดินทางและความปลอดภัยของประชาชน แนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลและพัฒนาศูนย์ควบคุมและบริหารจัดการการขนส่ง หรือ Transport Operation Control Center (TOCC) นั้น จะต้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและระบบต่าง ๆ ของหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้รวมถึงการพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ หรือ Smart Port ที่ต้องพิจารณาท่าเรือที่มีศักยภาพเพื่อใช้เป็นพื้นที่นำร่องในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น การติดตามสถานะสินค้าและการขนส่งแบบออนไลน์ การควบคุมการเข้า-ออก โดยอัตโนมัติ
การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการท่าเรือและโลจิสติกส์ เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินงาน ลดระยะเวลารอคอย เพิ่มความโปร่งใส และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาค
นอกจากนี้รวมไปถึงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคมนาคม เชื่อมโยงการเดินทางทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศเข้าด้วยกัน มีแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และสนับสนุนการบริหารจัดการระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ความร่วมมือที่จะดำเนินการร่วมกันนี้ อาจเริ่มจากโครงการนำร่องที่มีความจำเป็นและมีความพร้อมก่อน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สามารถประเมินประโยชน์และบทเรียนที่ได้รับ แล้วจึงขยายผลไปยังหน่วยงานหรือพื้นที่อื่นตามความเหมาะสม” นายพิพัฒน์ กล่าว
อย่างไรก็ดีการดำเนินงานต้องคำนึงถึงความโปร่งใส ความคุ้มค่าของงบประมาณ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูล และมาตรฐานที่สามารถเชื่อมโยงระบบระหว่างหน่วยงานได้ในระยะยาวด้วย
ทั้งนี้รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ การฝึกอบรม และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างบริษัทฯ กับบุคลากรของกระทรวงคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงคมนาคม สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ดูแลระบบ และพัฒนาต่อยอดได้ในระยะยาว เพราะเทคโนโลยีที่ดีจะสร้างประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อมีบุคลากรที่พร้อมนำเทคโนโลยีนั้นมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
หนุนหัวเว่ย พัฒนาระบบคมนาคมไทย
นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กล่าวว่า บริษัทหัวเว่ยเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโซลูชันดิจิทัลในหลากหลายสาขา ซึ่งที่ผ่านมาได้มีโครงการการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence, AI) สำเร็จแล้วในหลายประเทศ
นอกจากนี้ในภาคคมนาคมนั้น มีข้อมูลในหลากหลายรูปแบบ ทั้งข้อมูลที่เป็นข้อมูลเชิงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงข่ายด้านคมนาคมทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ตลอดจนข้อมูลการใช้งานโครงข่าย เช่น ปริมาณการจราจร ข้อมูลสภาพการจราจร ตลอดจนประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานภาคคมนาคม เช่น ข้อมูลการเดินทาง และความตรงต่อเวลาของระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะต้องใช้กระบวนการการวิเคราะห์เชิงลึก ที่มีประสิทธิภาพ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย
อย่างไรก็ดีองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ของหัวเว่ยจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบคมนาคมดิจิทัลของประเทศไทย และช่วยสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทยไปพร้อมกัน






