
สัปดาห์หน้า นายกฯ นัดถกเลขาฯ อีอีซี รับมือซีพี คืนสัญญา “ไฮสปีด 3 สนามบิน”
นายกฯ เรียกถกเลขาอีอีซี สัปดาห์หน้า หลังซีพี ขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญารถไฟเชื่อม 3 สนามบินทำยาก-ไม่เคยมีเอกชนขอเทรัฐก่อน ชี้ระเบียบสำนักนายกฯต้องรับผิดชอบส่วนต่าง เตือนอาจถูกขึ้นบัญชีดำ หากทิ้งงาน
KEY
POINTS
- นายกรัฐมนตรีเตรียมเชิญเลขาธิการอีอีซีเข้าพบในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือแนวทางรับมือกรณีกลุ่มซีพีขอสิ้นสุดสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
- นายกฯ ชี้ว่าการที่เอกชนขอยกเลิกสัญญากับภาครัฐเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก มีขั้นตอนทางกฎหมายที่ซับซ้อน และไม่สามารถทำได้โดยง่าย
- หากเอกชนเป็นฝ่ายยกเลิกสัญญา อาจต้องเผชิญมาตรการทางกฎหมาย เช่น การถูกขึ้นบัญชีดำ และต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนต่างที่อาจเกิดขึ้น
- การขอสิ้นสุดสัญญาของกลุ่มซีพีดังกล่าว รวมถึงการยุติการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการด้วย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณีที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมเจรจากับ บริษัท เอเชีย เอรา วัน (กลุ่มซี.พี.) เพื่อแก้ปัญหาโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) หลังจากบริษัทกลุ่มซีพี ส่งหนังสือขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญา และยุติเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ซึ่งตามสัญญาจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.69 เรื่องนี้ยังไม่รับทราบรายละเอียด แต่สัปดาห์หน้าจะเชิญนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มาพบหารือเพราะมีหลายเรื่องต้องดำเนินการต่อ และหลายเรื่องที่ออกกฎผ่านคณะกรรมการอีอีซี และนำเสนอเป็นพระราชบัญญัติหรือกฎหมาย
"เดี๋ยวผมเชิญเลขาอีอีซีมาพบก่อน แต่ว่าจริงๆคู่สัญญาน่าจะเป็นรฟท.ด้วย ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงคมนาคม ต้องทำตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง" นายอนุทิน กล่าว
ส่วนกรณีข้อซักถามเกี่ยวกับแนวทางการยุติการดำเนินงานรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่สัญญาจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ นายอนุทิน ระบุว่า จะต้องมีการนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการหารือและพิจารณาอย่างละเอียดร่วมกันต่อไป โดยเน้นย้ำว่า การยกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงที่ได้จัดทำไว้กับหน่วยงานภาครัฐนั้น มีขั้นตอนและเงื่อนไขทางกฎหมายที่ซับซ้อน ไม่สามารถดำเนินการยกเลิกได้โดยง่าย
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีข้อซักถามว่าเอกชนสามารถขอยกเลิกสัญญาได้หรือไม่หากมีเหตุผลเพียงพอนั้น ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นกรณีที่หน่วยงานภาครัฐเป็นผู้ยกเลิกสัญญาซึ่งกรณีที่ภาคเอกชนจะเป็นฝ่ายขอยกเลิกสัญญากับภาครัฐนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากและส่งผลกระทบตามมาอย่างรุนแรง
ทั้งนี้ หากเอกชนเป็นฝ่ายยกเลิกสัญญาอาจต้องเจอกับมาตรการและเงื่อนไขทางกฎหมายหลายประการ เช่น การถูกขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) การถูกพิจารณาเป็นผู้ทิ้งงานตลอดจนภาระความรับผิดชอบในค่าเสียหายและส่วนต่างที่เกิดขึ้นตามมา
อย่างไรก็ดี หากมีการยกเลิกสัญญาเดิมแล้วดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างหรือเปิดประมูลใหม่ จนส่งผลให้ราคากลางหรือราคาประมูลปรับตัวสูงขึ้น อาจสร้างภาระและเงื่อนไขทางกฎหมายตามมา ซึ่งตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุได้กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจน หากคู่สัญญาเดิมที่ยกเลิกสัญญาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายในส่วนต่างของราคาที่เพิ่มขึ้นซึ่งกระบวนการดังกล่าวมีความซับซ้อนและมีเงื่อนไขในทางปฏิบัติอีกหลายประการ







