
"พิพัฒน์" สั่งปิดท่าเรือกรุงเทพฯ ฟื้นเอ็นเตอร์เทนเมนท์ คอมเพล็กซ์ ไร้กาสิโน
“พิพัฒน์” สั่งปิดท่าเรือกรุงเทพ ดันท่าเรือแหลมฉบังขึ้นแท่นศูนย์กลางขนส่งสินค้า ลดแออัดบนถนน ฟื้นเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ไร้กาสิโน เบรกสร้างแลนด์บริดจ์
KEY
POINTS
- นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ สั่งการให้ศึกษาแผนปิดท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) เพื่อย้ายไปรวมศูนย์การบริหารจัดการที่ท่าเรือแหลมฉบังเพียงแห่งเดียว
- เสนอให้พัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพหลังปิดให้บริการเป็น "เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์" โดยยืนยันว่าจะไม่มีกาสิโนอย่างเด็ดขาด
- รูปแบบโครงการจะมุ่งเน้นการสร้างท่าเรือสำราญ ท่าเรือยอร์ต และที่พักอาศัยระดับพรีเมียม เพื่อนำรายได้มาพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังจากมอบนโยบายให้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เบื้องต้นได้สั่งการ กทท.และคณะกรรมการ (บอร์ด) กทท.พร้อมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแผนปิดท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) เพื่อย้ายไปรวมศูนย์การบริหารจัดการที่ท่าเรือแหลมฉบังเพียงแห่งเดียว
ศึกษาปิดท่าเรือกรุงเทพฯ
"สาเหตุที่ปิดท่าเรือดังกล่าว เนื่องจากมองว่าการบริหารจัดการท่าเรือสองแห่งพร้อมกันเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณและบุคลากรโดยไม่จำเป็น ประกอบกับพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพในปัจจุบันสร้างปัญหาจราจรแออัดจากระบบโลจิสติกส์ และมีข้อจำกัดด้านกายภาพที่เรือสินค้าลำใหญ่ไม่สามารถวิ่งเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาได้สะดวก" นายพิพัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ในด้านศักยภาพของท่าเรือ ปัจจุบันท่าเรือกรุงเทพรองรับตู้สินค้าประมาณ 1.2-1.3 ล้านทีอียู (TEUs) ต่อปี ขณะที่ท่าเรือแหลมฉบังรองรับได้ราว 6-7 ล้านทีอียู และในอนาคตจะขยายเป็นประมาณ 10 ล้านทีอียู ทำให้สัดส่วนของท่าเรือกรุงเทพเหลือเพียงประมาณ 10% ของกำลังรองรับทั้งหมด จึงเห็นว่าการรวมศูนย์การบริหารไว้ที่แหลมฉบังจะเกิดประโยชน์มากกว่า ทั้งด้านการขนส่ง การวางผังเมือง และการใช้ประโยชน์พื้นที่ริมน้ำใจกลางกรุงเทพมหานครอย่างเต็มศักยภาพ
ขณะเดียวกันได้สั่งการให้ไปตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดิมตั้งแต่ช่วงก่อตั้งท่าเรือแหลมฉบังว่ามีนโยบายให้ยุบรวมท่าเรือกรุงเทพหรือไม่ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของการสร้างท่าเรือแหลมฉบังที่ต้องการรวมศูนย์การบริหารจัดการไว้ที่เดียว โดยหากแผนงานชัดเจนจะเริ่มทยอยย้ายไปยังท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 เพื่อดำเนินการทันที
ปฏิวัติแผนพัฒนาคลองเตยไร้กาสิโน
ขณะที่การบริหารจัดการพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพหลังการย้ายฐานและปิดให้บริการแล้วนั้น นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้กทท.และบอร์ดกทท.ปฏิวัติแผนพัฒนาเชิงพาณิชย์เดิมที่ชุมชนยังไม่ยอมรับ โดยเสนอให้พัฒนาพื้นที่เป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศ
ทั้งนี้ได้เน้นย้ำการพัฒนาท่าเรือคลองเตยอย่างชัดเจนว่าโครงการนี้จะไม่มีกาสิโนเด็ดขาด โดยรูปแบบจะมุ่งเน้นการสร้างสถานบันเทิงครบวงจร เช่น ท่าเรือสำราญ (Cruise Terminal) ท่าเรือยอร์ต และ ที่พักอาศัยระดับพรีเมียมในรูปแบบสัมปทาน 30-50 ปี เพื่อนำรายได้และผลกำไรที่เกิดขึ้นกลับมาเป็นงบประมาณในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสวัสดิการให้กับคนในชุมชนรอบท่าเรืออย่างยั่งยืน
"เชื่อว่าหากโมเดลมีความชัดเจนและสร้างประโยชน์ให้ชุมชนจริง จะได้รับการยอมรับมากกว่าแผนพัฒนาในอดีต" นายพิพัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ยังมีนโยบายย้ายชุมชนคลองเตยจากแนวราบสู่แนวตั้งในรูปแบบอาคารที่พักอาศัยหรือแฟลตที่ทันสมัยบนพื้นที่ประมาณ 500-600 ไร่ จากปัจจุบันมีผู้อาศัยในพื้นที่แออัดรอบท่าเรือกว่า 12,600 ครัวเรือน หรือประมาณ 40,000 คน ซึ่งจะช่วยประหยัดพื้นที่และนำที่ดินที่เหลือมาสร้างสาธารณูปโภค โดยแผนพัฒนานี้จะรวมถึงการสร้างสวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น และโรงเรียนต้นแบบที่มีมาตรฐานสูงตั้งแต่ระดับศูนย์เด็กเล็กจนถึงมัธยม เพื่อให้ลูกหลานชาวคลองเตยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ
อย่างไรก็ดี นายพิพัฒน์ ระบุอีกว่า จะมีการลงพื้นที่เจรจาและทำความเข้าใจกับชุมชนด้วยตนเองในการ สร้างโรงพยาบาลในชุมชนและมอบสิทธิพิเศษในการรักษาพยาบาลแก่คนในพื้นที่ เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาครั้งนี้จะไม่ใช่การขับไล่ที่ แต่เป็นการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้เทียบเท่ามาตรฐานระดับสูง
สั่งเบรกแลนด์บริดจ์-SEC
ส่วนของโครงการเชื่อมต่ออ่าวไทยและอันดามัน หรือแลนด์บริดจ์นั้น นายพิพัฒน์ ระบุว่า บืนยันว่าขณะนี้จะไม่มีการใช้คำว่า แลนด์บริดจ์หรือพ.รบ.SEC อีกต่อไป เพื่อลดข้อกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบด้านกฎหมายและ พ.ร.บ. ที่อาจทับซ้อนกับ EEC โดยจะรอผลสรุปการศึกษาจากคณะทำงานชุดใหม่ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ศึกษาความเหมาะสมอีกครั้ง เคลียร์ปมท่าเรือระนอง 20 ปี
สำหรับประเด็นท่าเรือระนองทีานายกฯ ให้พัฒนาแทนแลนด์บริดจ์นั้น นายพิพัฒน์ ชี้ว่า ท่าเรือเดิมที่มีมานานกว่า 20 ปีไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากข้อจำกัดด้านกายภาพและไม่มีพื้นที่หลังท่าที่เพียงพอ
"การลงทุนเพิ่มในจุดเดิมอาจไม่คุ้มค่าและเป็นการจมปลักกับความล้มเหลว จึงมีนโยบายให้ศึกษาพื้นที่ใหม่ที่มีความพร้อมในจังหวัดชายฝั่งอันดามัน เช่น ระนองในจุดอื่น หรือจังหวัดใกล้เคียง โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่และการเชื่อมโยงระบบรางและถนนที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อนจะเดินหน้าโครงการต่อไป" นายพิพัฒน์ กล่าว






