
จ่อขึ้นบัญชี ‘Data Center’ เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 9 บังคับจ่ายต้นทุน LNG เอง
เอกนัฏเปิดแผนรื้อค่าไฟครั้งใหญ่ เตรียมขึ้นบัญชี ‘Data Center’ เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 9 ต้องจ่าย LNG เอง จ่อขยายไฟฟ้าเสรีทุกอุตสาหกรรม
KEY
POINTS
- กระทรวงพลังงานเตรียมจัดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่ (ประเภทที่ 9)
- ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องรับผิดชอบต้นทุนการนำเข้าก๊าซ LNG ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าสำหรับตนเองโดยตรง
- มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อไม่ให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นของดาต้าเซ็นเตอร์ถูกผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมทั่วไป
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 หัวข้อ Powering Thailand: Energy Reform for a New Economy ปฏิรูปพลังงานไทย ลดต้นทุน เปิดทางเศรษฐกิจใหม่ว่า หนึ่งในแนวทางปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทย เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต คือการเตรียมแยกดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่ ให้รับผิดชอบต้นทุนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าที่ใช้ผลิตไฟฟ้าเอง รวมถึงบริหารกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เพื่อลดภาระต้นทุนค่าพร้อมจ่ายในระบบ และยืนยันว่าจะไม่ผลักภาระค่าไฟฟ้าไปยังภาคครัวเรือน
“หนึ่งในความท้าทายสำคัญจากการขยายตัวของ Data Center คือความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้ไทยต้องนำเข้า LNG จากตลาดจร (Spot) ที่มีราคาสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อต้นทุนก๊าซในระบบโดยรวม”
กระทรวงพลังงานจึงเตรียมจัดหมวดหมู่ Data Center ให้เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่ (Category 9) เพื่อกำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มนี้รับผิดชอบต้นทุน LNG นำเข้าที่จำเป็นต่อการผลิตไฟฟ้าด้วยตัวเอง แทนการนำต้นทุนดังกล่าวไปรวมกับพูลก๊าซเดิม ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำหรับประชาชนและภาคอุตสาหกรรมทั่วไป
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางนำกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง ที่มีอยู่ในระบบมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น จากเดิมที่กำลังการผลิตส่วนเกินถูกมองว่าเป็นต้นทุน ของระบบและก่อให้เกิดภาระค่าพร้อมจ่าย (Availability Payment) โดยการนำกำลังผลิตที่เหลืออยู่มาใช้รองรับความต้องการของ Data Center จะช่วยเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์จากโรงไฟฟ้า และกระจายภาระค่าพร้อมจ่ายไปยังปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่มากขึ้น โดยแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนค่าพร้อมจ่ายเฉลี่ยต่อหน่วย และบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มเดิม
เกณฑ์คัด Data Center คืบ 90%
สำหรับมาตรการกำกับดูแลการลงทุน Data Center นั้น กระทรวงพลังงานได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดระเบียบการลงทุนใหม่ทั้งหมด หลังจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไทยอยู่ในสถานะตั้งรับต่อการเข้ามาของธุรกิจดังกล่าว
ปัจจุบันเกณฑ์การคัดเลือกโครงการมีความคืบหน้าแล้วกว่า 90% และเตรียมประกาศใช้ในไม่ช้า โดยโครงการลงทุนใหม่จะต้องผ่านการพิจารณาจากส่วนกลางว่า สร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรมมากน้อยเพียงใด ทั้งการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และการส่งเสริมอธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty)
อีกทั้งยังต้องผ่านเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการใช้น้ำและการบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนโครงการที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้วจะใช้แนวทาง Code of Practice เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่
ขยาย Direct PPA ทุกอุตสาหกรรม
นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน คือการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าและเพิ่มโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA)
ทั้งนี้ มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ปรับขยายแนวทาง Direct PPA จากเดิมที่ดำเนินการในรูปแบบ Sandbox ซึ่งจำกัดกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าเฉพาะ Data Center และกำหนดเพดานไว้ที่ 2,000 เมกะวัตต์ ให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมอื่นที่มีความต้องการใช้พลังงานสะอาด โดยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถซื้อขายไฟฟ้ากันได้โดยตรง
ส่วนขั้นตอนต่อไปอยู่ระหว่างรอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาอัตราค่าบริการโครงข่ายระบบไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) ซึ่งรวมถึงค่าบริการระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า (Wheeling Charge) โดยปัจจุบันมีการหารืออัตราเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 1.40 บาทต่อหน่วย รวมถึงค่าปรับกรณีใช้ไฟฟ้าไม่ตรงตามแผน (Imbalance Charge)
“อัตราค่าบริการดังกล่าวจะสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ และเป็นแรงจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น โดยเฉพาะในอนาคตที่ผู้ประกอบการอาจต้องแบกรับต้นทุนการดักจับคาร์บอน หากยังพึ่งพาการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล”
ดันกฟผ.ผู้บริหารโครงข่ายไฟฟ้า
ด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP2026) ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจากปัจจุบันประมาณ 20% เป็น 50% ภายใน 10 ปี และเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 65% ในระยะถัดไป ซึ่งภายใต้โครงสร้างใหม่ ภาคเอกชนจะมีบทบาทมากขึ้นในการเป็นผู้ผลิตพลังงานสะอาดและซื้อขายไฟฟ้าผ่านกลไกตลาดเสรี
ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะปรับบทบาทไปเน้นการลงทุนและบริหารจัดการโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า (Transmission) โดยจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้โครงข่ายเพื่อนำไปพัฒนาและปรับปรุงระบบให้รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
อย่างไรก็ตาม กฟผ. จะยังคงมีบทบาทดูแลโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และไฮโดรเจน
ขณะที่ภาคประชาชน มีแนวทางเพิ่มโควตารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเป็น 10,000 เมกะวัตต์ กำหนดสัญญารับซื้อไฟฟ้า 20 ปี ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย รวมถึงผลักดันกลไกสนับสนุนเงินทุน โดยนำบิลค่าไฟฟ้าในอนาคตมาใช้เป็นหลักประกันในการติดตั้งระบบโซลาร์ เพื่อช่วยให้ครัวเรือนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นทั้งหมด
ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทย
นายเอกนัฏ กล่าวต่ออีกว่า โครงสร้างพลังงานไทยในอนาคตต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่ใช่การใช้รูปแบบเดียวกับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม โดยครัวเรือนทั่วไปไม่ควรถูกผลักให้ต้องแบกรับต้นทุนพลังงานสะอาดที่สูงเกินความจำเป็น
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมหรือ Data Center ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดในปริมาณมาก ต้องรับผิดชอบต้นทุนการจัดหาและพัฒนาพลังงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง โดยการปรับโครงสร้างตลาดไฟฟ้า การเปิดให้มีการแข่งขัน และการกำหนดค่าบริการโครงข่ายที่สะท้อนต้นทุนจริง จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสมดุลระหว่างการรักษาค่าไฟฟ้าของประชาชน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าสู่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน







