
‘พรายพล’ ค้านดึงปันผล ปตท. หนุนกองทุนน้ำมัน บี้รีดกำไรโรงกลั่นเพิ่ม
'พรายพล' ชี้รัฐแก้ปัญหากองทุนน้ำมันไม่ตรงจุด จี้รีดกำไรโรงกลั่นเพิ่มช่วยประชาชนได้เร็วกว่า แทนขอปันผล ปตท. ระบุต้องยอมลดรายได้ชั่วคราว
KEY
POINTS
- ศ.ดร.พรายพล ไม่เห็นด้วยกับการนำเงินปันผลของ ปตท. มาช่วยกองทุนน้ำมันฯ โดยชี้ว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุดและส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นรายอื่นที่ไม่ใช่ภาครัฐ
- เสนอให้รัฐบาลเก็บเงินจากกำไรของโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นแทน เนื่องจากเป็นส่วนที่ได้กำไรสูงจากราคาน้ำมันดีเซล และจะสามารถช่วยกองทุนน้ำมันฯ ได้โดยตรง
- ให้เหตุผลว่าการมุ่งเป้าไปที่กำไรของโรงกลั่นทั้งหมดจะเหมาะสมกว่าการดึงเงินจาก ปตท. เพียงบริษัทเดียว เพราะไม่ใช่ทุกโรงกลั่นในไทยเป็นของ ปตท.
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังส่งผ่านนโยบายในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผ่านกรรมการที่เป็นผู้แทนกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้ ปตท. จ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มรายได้ให้กระทรวงการคลัง เพื่อให้สามารถนำเงินส่วนนี้กลับไปช่วยกองทุนน้ำมันได้ว่า ในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่าแนวงทางดังกล่าวน่าจะเป็นการปัญหาไม่ค่อยตรงจุดเท่าใดนัก
ผู้ถือหุ้น ปตท. ไม่ได้มีแค่รัฐ
โดยมองว่าการขอนำเงินปันผลจาก ปตท. ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) น่าจะดูไม่ดีเท่าไหร่ เพราะผู้ที่ถือหุ้นไม่ใช่มีแค่รัฐบาลเท่านั้น ดังนั้น จึงควรจะต้องคำนึงถึงจุดดังกล่าวนี้ด้วย
ทั้งนี้ ต้องเข้าใจด้วยว่าที่ผ่านมาส่วนที่ได้กำไรค่อนข้างมากคือโรงกลั่นจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลก็เก็บเงินจากกำไรโรงกลั่น 4 บาทต่อลิตรจากน้ำมันดีเซลมาเป็นส่วนลดราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊ม หากมองว่ายังไม่พอก็น่าจะดึงกำไรจากโรงกลั่นเพิ่มมากกว่า ซึ่งจะช่วยกองทุนน้ำมันฯได้โดยตรง
“โรงกลั่นทั้งหมดในไทยไม่ใช่มีแต่ของ ปตท. เพราะฉะนั้นแนวทางที่คิดจะใช้เงินปันผลของ ปตท. มาช่วยกองทุนน้ำมันฯน่าจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดเท่าไหร่ ดังนั้น จึงควรจะมุ่งไปที่กำไรจากโรงกลั่นมากกว่า“
อย่างไรก็ตาม การใช้แนวทางดึงกำไรจากโรงกลั่นมาใช้ก็คงจะทำได้แค่ในระดับหนึ่ง ซึ่งคงไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมด เพราะหากจะให้ไปบีบกลุ่มโรงกลั่นมากก็คงจะไม่ไหว
ซึ่งแนวทางที่ดีที่สุดด็คือการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หากคิดว่าจะเป็นมาตรการเพียงแค่ชั่วคราว เพราะถือว่าช่วยได้เร็วที่สุด เมื่อสถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ก็กลับไปจัดเก็บภาษีตามเดิม







