thansettakij
thansettakij
รัฐเล็งดึงเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงานพยุงราคาน้ำมัน หลังกองทุนติดลบแสนล้าน

รัฐเล็งดึงเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน พยุงราคาน้ำมัน ลดภาระติดลบแสนล้าน

22 ต.ค. 69 | 06:31 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ต.ค. 69 | 06:38 น.

เปิดแผนรัฐแก้วิกฤตน้ำมัน เล็งโยกเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงานช่วยประชาชน ลดภาระกองทุนติดลบทะลุแสนล้านบาท ระบุยังไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เก็บเป็นทางเลือกสุดท้าย

KEY

POINTS

  • กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลต้องหาแนวทางเพิ่มสภาพคล่องเพื่อพยุงราคาน้ำมัน
  • กระทรวงพลังงานกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเงินจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ มาช่วยเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันฯ
  • แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดภาระทางการเงินโดยไม่ต้องกู้ยืมเงินเพิ่ม แต่ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการประจำปี Energy Symposion 2026 เรื่อง Thailand Pragmatic Energy Transition พลังงานยุคใหม่ ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การแข่งขันโลกอย่างยั่งยืน จัดโดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทสไทย (ส.อ.ท.) ว่า แนวทางแก้ไขปัญหาฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังติดลบประมาณ 100,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาหลายแนวทางเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กองทุน

โดยมีเป้าหมายลดภาระทางการเงินโดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม หนึ่งในทางเลือกคือการพิจารณานำเงินจากกองทุนอื่นที่มีเงินสะสมอยู่แต่ยังไม่ได้ใช้ มาเติมให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยลดภาระการชดเชยราคาน้ำมันและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน

ดึงเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงานพยุงราคาน้ำมัน

ทั้งนี้ ปัจจุบันกำลังพิจารณากองทุนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีเงินสะสมจากการจัดเก็บเงินที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้น้ำมัน โดยกำลังศึกษาว่าจะสามารถนำเงินส่วนที่ยังไม่ได้ใช้มาช่วยเหลือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้หรือไม่ เนื่องจากในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง การนำเงินที่มีอยู่มาใช้บรรเทาผลกระทบให้ประชาชนถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณา

อย่างไรก็ดี การนำเงินจากกองทุนอื่นมาใช้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา โดยต้องพิจารณารายละเอียดและวัตถุประสงค์ของแต่ละกองทุนให้ชัดเจนก่อน ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะนำเงินมาใช้ได้เท่าใดหรือจะดำเนินการได้เมื่อใด 

ดันใช้เงินปันผลบริษัทน้ำมันช่วย

นอกจากนี้ ยังขอให้กระทรวงการคลังพิจารณาแนวทางนำเงินปันผลจากบริษัทน้ำมันที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น มาช่วยบรรเทาภาระของประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน โดยเห็นว่าเมื่อบริษัทมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นจนมีเงินปันผลมากขึ้น ก็ควรพิจารณานำรายได้ดังกล่าวมาช่วยลดผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำมันในช่วงที่ประชาชนกำลังเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

 

รัฐเล็งดึงเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงานพยุงราคาน้ำมัน หลังกองทุนติดลบแสนล้าน

 

สำหรับสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบัน ยังอยู่ในระดับติดลบประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งกองทุนเคยติดลบถึง 150,000 ล้านบาท จะเห็นว่ายังมีทางเลือกในการบริหารจัดการอีกหลายด้าน โดยเฉพาะการนำเงินจากกองทุนอื่นมาเสริมสภาพคล่อง และการใช้มาตรการทางภาษีหากสถานการณ์จำเป็น 

“รัฐบาลยังไม่ได้เริ่มใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะเป็นมาตรการที่ควรเก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากประสบการณ์ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน การลดภาษีสรรพสามิตลงประมาณ 3-5 บาทต่อลิตรเป็นเวลานาน ส่งผลให้รายได้ภาครัฐลดลง และเพิ่มความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป”

อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้รัฐบาลได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงควบคู่กับการนำส่วนต่างผลประโยชน์จากค่าการกลั่นมาใช้ช่วยพยุงราคาน้ำมัน  มีการใช้กลไกค่าการกลั่นไปแล้วเกือบ 30,000 ล้านบาท และปรับลดราคาน้ำมันลง 4 บาท เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกปรับเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลกทั้งหมด หลังราคาน้ำมันดิบและน้ำมันดีเซลปรับสูงขึ้นอย่างมากในช่วงกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา 

หารือคลังลดภาษีวสรรพสามิตน้ำมัน

ส่วนมาตรการภาษีเบื้องต้นมีการหารือกับกระทรวงการคลังถึงแนวทางลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ คือ E20 และ B20 ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า โดย B20 เน้นภาคขนส่ง ขณะที่ E20 ใช้ในกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ไรเดอร์ และผู้ใช้อุปกรณ์การเกษตร ปัจจุบันน้ำมันทั้งสองชนิดมีราคาถูกกว่าน้ำมันพื้นฐานอย่าง B7 และ E10 ประมาณ 6 บาทต่อลิตร 

โดยรัฐบาลต้องการรักษาส่วนต่างราคานี้ไว้เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กลุ่มผู้ใช้งานที่จำเป็น สำหรับปริมาณการใช้ B20 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีการใช้น้อยมากมาอยู่ที่ประมาณวันละ 6 ล้านลิตร สะท้อนว่ามาตรการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเริ่มมีบทบาทในการช่วยเหลือภาคขนส่ง ขณะเดียวกันหากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกคลี่คลายลง รัฐบาลก็พร้อมพิจารณาปรับลดราคาน้ำมันตามต้นทุนตลาด โดยไม่เพิ่มภาระให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมากไปกว่าเดิม

“เรื่องการเก็บเงินจากโรงกลั่นในรอบถัดไปก็ต้องเก็บ และคงไม่ได้เก็บอีกแค่ครั้งเดียว โดยจะเก็บไปเรื่อยๆ จนกว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะดีขึ้น”