
ราคาน้ำมันโลกดิ่ง 3% WTI ปิด 102.43 เหรียญ ซาอุฯ เปิดทางส่งผ่านโอมานคลายวิกฤตอุปทาน
ราคาน้ำมันในตลาดโลกร่วงแรง WTI หาย 3.40 เหรียญ ปิด 102.43 เหรียญต่อบาร์เรล หลังซาอุฯ เสนอส่งน้ำมันผ่านโอมานคลายวิกฤตอุปทานคะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงกว่า 3% ปิดที่ 102.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังซาอุดีอาระเบียเสนอส่งน้ำมันผ่านโอมานเพื่อคลายความกังวลด้านอุปทาน
- ข้อเสนอดังกล่าวมีขึ้นเพื่อทดแทนการขนส่งผ่านท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ที่ถูกโจมตีจนต้องปิดทำการ ซึ่งเคยขนส่งน้ำมันราว 4-5% ของอุปทานโลก
- ราคาน้ำมันยังได้รับแรงกดดันจากสต็อกน้ำมันดิบสำรองของสหรัฐฯ ที่ลดลงน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ราคาน้ำมันโลกสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (16 ก.ย.) หลังจากมีรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียเสนอที่จะจัดส่งน้ำมันดิบเพิ่มเติมผ่านทางโอมาน ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานชะงักงันในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังปรับตัวลงหลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยสต็อกน้ำมันดิบที่ลดลงน้อยกว่าคาด
- สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. ลดลง 3.40 เหรียญ หรือ 3.21% ปิดที่ 102.43 เหรียญ/บาร์เรล
- สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย.ลดลง 2.92 เหรียญหรือ 2.69% ปิดที่ 105.83 เหรียญ/บาร์เรล
แหล่งข่าวในแวดวงอุตสาหกรรมระบุว่า ซาอุดีอาระเบียเสนอที่จะจัดส่งน้ำมันดิบให้กับโรงกลั่นในเอเชียผ่านการขนถ่ายจากเรือสู่เรือที่บริเวณนอกชายฝั่งท่าเรือโซฮาร์ของโอมาน
ตลาดคลายกังวลอุปทานตึงตัว
ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้ตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัวทั่วโลก หลังจากซาอุดีอาระเบียปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline เนื่องจากถูกโจมตีจนได้รับความเสียหาย
ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline มีความยาว 1,200 กิโลเมตร และช่วยให้ซาอุดีอาระเบียสามารถขนส่งน้ำมันดิบโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่อส่งน้ำมันดังกล่าวลำเลียงน้ำมันประมาณ 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 4-5% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก
ราคาน้ำมันยังปรับตัวลง หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลงเพียง 640,000 บาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 1.62 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ สต็อกน้ำมันเบนซินและน้ำมันกลั่นของสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว
นักลงทุนเกาะติดตะวันออกกลาง
นักลงทุนยังคงติดตามสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังจากมีรายงานว่าเครื่องบินรบของซาอุดีอาระเบียได้ปูพรมถล่มเยเมน หลังจากกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน ได้ยิงโดรนและขีปนาวุธเข้าใส่เมืองต่าง ๆ ของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงโจมตีท่าเรือยันบู
ท่าเรือยันบูของซาอุดีอาระเบียมีความสำคัญอย่างมากต่ออุปทานน้ำมันทั่วโลก นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านได้ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่เคยลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสัดส่วน 1 ใน 5 ของอุปทานทั่วโลก ต้องปิดลง







