
ดาต้าเซ็นเตอร์บูม 7.9 แสนล้าน ดันโหลดไฟพุ่ง จี้ลงทุนกริด-พลังงานสะอาด
บูมดาต้าเซ็นเตอร์-AI ดันความต้องการไฟฟ้าพุ่ง จับตาโหลดโครงการแตะ 20,000 เมกะวัตต์ วสท.-NT-Google จี้เร่งอัพเกรดกริด เปิดทางซื้อขายไฟสะอาด แยกต้นทุนไม่ให้กระทบผู้ใช้ไฟรายอื่น
KEY
POINTS
- การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยขยายตัวสูงเกือบ 8 แสนล้านบาท จากการเติบโตของ AI และคลาวด์ ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
- ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมหาศาล โดยเฉพาะจากชิป AI รุ่นใหม่ที่ใช้พลังงานสูง สร้างแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้า ทำให้เกิดความจำเป็นเร่งด่วนในการลงทุนยกระดับโครงข่ายไฟฟ้า (กริด) และสถานีไฟฟ้า
- ผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งจัดหาพลังงานสะอาดและพัฒนากลไกการซื้อขายที่ชัดเจน เพื่อรองรับเป้าหมาย Green Data Center และเสนอให้แยกต้นทุนการลงทุนเพื่อไม่ให้เป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น
อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยเข้าสู่ช่วงขยายตัวครั้งใหญ่ จากการเติบโตของบริการดิจิทัล คลาวด์ และ AI โดยปี 2568 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ประมาณ 36 โครงการ มูลค่ารวม 700,000 ล้านบาท และช่วงต้นปี 2569 อีกประมาณ 7 โครงการ มูลค่ากว่า 90,000 ล้านบาท รวมเกือบ 800,000 ล้านบาท
เม็ดเงินลงทุนดังกล่าวนำมาสู่ความท้าทายด้านพลังงาน เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและมีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่ AI และหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูงทำให้ทั้งการใช้ไฟฟ้าและความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญจาก วสท. NT และ Google เห็นตรงกันว่า ไทยต้องเร่งเตรียมกำลังผลิต ระบบส่ง-จำหน่าย แหล่งน้ำ พลังงานสะอาด และบุคลากร พร้อมกำหนดโครงสร้างต้นทุนที่ไม่ผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟกลุ่มอื่น
ชิป AI ดันใช้ไฟแตะ 1 เมกะวัตต์ต่อแร็ค
รศ.ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์และเมืองอัจฉริยะ วสท. กล่าวว่า การพัฒนาชิป โดยเฉพาะของ Nvidia กำลังเปลี่ยนโฉมการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ จากเดิมใช้ไฟฟ้าประมาณ 5 กิโลวัตต์ต่อแร็ค ปัจจุบันชิป Blackwell ใช้ประมาณ 40 กิโลวัตต์ต่อแร็ค ขณะที่ Nvidia Rubin ใช้เกือบ 150 กิโลวัตต์ต่อแร็ค
ชิปรุ่นถัดไปคาดว่าจะใช้ไฟประมาณ 500-600 กิโลวัตต์ต่อแร็ค และอาจเพิ่มถึง 1 เมกะวัตต์ต่อแร็คภายในปี 2028 ทำให้ระบบระบายความร้อนต้องเปลี่ยนจาก Air Cooling เป็น Liquid Cooling แบบ Direct-to-Chip โดยเมื่อความหนาแน่นความร้อนเพิ่มขึ้น ระบบ Chillers และ Cooling Towers จะใช้น้ำมากขึ้น ส่งผลให้น้ำกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีแหล่งน้ำจำกัด
โครงการจึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารน้ำเสียตามมาตรฐาน Zero Discharge และนำน้ำกลับมาใช้หมุนเวียน ขณะเดียวกัน ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ต้องการระบบไฟฟ้ามาตรฐานสูง และอาจต้องปรับการจ่ายไฟจาก AC เป็น DC แรงดันสูงถึง 800 โวลต์ เพื่อรองรับ GPU ที่มีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น
สำหรับระบบไฟฟ้า คอขวดสำคัญอยู่ที่ระบบจำหน่าย เนื่องจากสถานีไฟฟ้า 115 กิโลโวลต์ หม้อแปลง และสายส่งบางส่วนมีอายุการใช้งานมานาน และรองรับโหลดปลายทางได้ประมาณ 200 เมกะวัตต์ หากดาต้าเซ็นเตอร์มีขนาดมากกว่า 200-300 เมกะวัตต์ อาจต้องยกระดับระบบส่งเป็น 230 หรือ 500 กิโลโวลต์ และก่อสร้างสถานีไฟฟ้าใหม่
แม้นิคมอุตสาหกรรม เช่น WHA อมตะ และโรจนะ มีโรงไฟฟ้า Co-generation แต่ยังไม่ตอบโจทย์ Green Data Center เพราะใช้ก๊าซธรรมชาติ ขณะที่ SMR ยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 10 ปี ทางออกระยะสั้นจึงอยู่ที่การจัดหาพลังงานหมุนเวียนผ่าน UGT และ REC โดยไทยมีพลังงานสะอาดจากพลังน้ำและแสงอาทิตย์ รวมถึงการจัดซื้อเพิ่มเติมรวมประมาณ 15 กิกะวัตต์
นอกจากนี้ ไทยต้องบริหารการแข่งขันใช้ไฟระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์กับอุตสาหกรรม EV ซึ่งต่างมีความต้องการไฟฟ้าสูง และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อระบบจำหน่ายในอนาคต ขณะที่บุคลากรเฉพาะทางยังเป็นอีกโจทย์ แม้มีหลักสูตร Data Center University และ BOI สนับสนุนทุนฝึกอบรม 1,200 ทุนแล้วก็ตาม
NT ชี้โหลดโครงการจ่อแตะ 20,000 เมกะวัตต์
ดร.วงกต วิจักขณ์สังสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานดิจิทัลและโซลูชัน NT กล่าวว่า การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการจัดทำ PDP 2026 โดยประมาณการในแผน ภายในปี 2593 ความต้องการไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์อาจอยู่ที่ 42,000-55,000 ล้านหน่วยต่อปี หรือคิดเป็นกำลังไฟฟ้าประมาณ 6,800-8,800 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการระดับต่ำถึงปานกลาง ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากโครงการที่ยื่นต่อการไฟฟ้าปัจจุบัน ตามข้อมูลที่ปรากฏเป็นข่าว อยู่ที่ประมาณ 20,000 เมกะวัตต์ สะท้อนว่าความต้องการลงทุนจริงอาจสูงกว่าตัวเลขในแผนอย่างมาก
การเติบโตมาจากบริการดิจิทัล คลาวด์ และ AI โดย Generative AI และ LLM เป็นตัวเร่งสำคัญ เนื่องจากระบบ AI ต้องใช้ GPU ที่กินไฟมากกว่าเซิร์ฟเวอร์ทั่วไปหลายเท่า จากเดิมเซิร์ฟเวอร์ทั่วไปใช้ประมาณ 5-10 กิโลวัตต์ต่อแร็ค ขณะที่ระบบ AI อาจใช้ไฟหลายร้อยกิโลวัตต์ต่อแร็ค ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 20, 50 หรือ 100 เมกะวัตต์สามารถเกิดขึ้นได้ในอุตสาหกรรมปัจจุบัน
เมื่อศูนย์มีขนาดใหญ่ขึ้น ความพร้อมของระบบไฟฟ้า พื้นที่ และโครงสร้างพื้นฐานจึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญ จากเดิมดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 2-3 เมกะวัตต์ ขยายไปสู่ระดับหลายสิบหรือหลายร้อยเมกะวัตต์
Green Data Center ต้องลดใช้ไฟและหาไฟสะอาด
ดร.วงกต กล่าวว่า Green Data Center ต้องดำเนินการ 2 ด้าน คือ ออกแบบให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และจัดหาพลังงานสะอาดมาใช้ โดยผู้ประกอบการสามารถบริหารพลังงานในระบบสนับสนุน โดยเฉพาะระบบทำความเย็น และวัดประสิทธิภาพผ่านค่า PUE
ศูนย์ที่รองรับ AI เริ่มใช้ Liquid Cooling แทน Air Cooling เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดพลังงานสำหรับระบบทำความเย็น ขณะเดียวกัน ภาครัฐกำลังผลักดัน UGT และ Direct PPA ผ่าน Third Party Access ซึ่งหากมีความชัดเจน ราคาเข้าถึงได้ และซื้อขายไฟสะอาดได้จริง จะช่วยขับเคลื่อน Green Data Center
สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ การวางแผนพลังงานต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบ ทั้งประเภทพลังงาน ระบบนำไฟเข้าสู่โครงการ ระบบสำรอง และแบตเตอรี่ ขณะที่ศูนย์เดิมสามารถใช้ UGT และ Direct PPA ได้หากกลไกมีความชัดเจน
“ปัจจัยสำคัญมี 2 เรื่อง คือ นโยบายต้องชัดเจนและกระบวนการต้องคล่องตัว หากทำให้ไฟฟ้าสะอาดซื้อขายและส่งมอบได้จริง พร้อมตรวจสอบย้อนกลับได้ ก็จะเปิดโอกาสให้ดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทยเปลี่ยนไปสู่ Green Data Center ได้อย่างเป็นรูปธรรม” ดร.วงกต กล่าว
Google หนุนแยกต้นทุน ไม่ผลักภาระผู้ใช้ไฟ
นางสาวอาทิตยา ไชยชนะ ผู้จัดการด้านไฟฟ้าและพลังงานสะอาด Google ประเทศไทย กล่าวว่า ไทยมีโอกาสเป็นศูนย์กลาง AI และ Green Data Center แต่ต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบไฟฟ้า การเชื่อมต่อโครงข่าย และกลไกจัดหาพลังงานสะอาด
ปัจจัยด้านไฟฟ้าที่ Google ใช้ประกอบการลงทุนมี 2 ส่วน คือ ความเสถียรและความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้า และทางเลือกในการจัดหาพลังงานสะอาด เพื่อรองรับเป้าหมาย Carbon-Free Energy 24/7 หรือการจับคู่การใช้ไฟฟ้ากับพลังงานสะอาดในแต่ละช่วงเวลา
Google เห็นด้วยกับการแยกต้นทุน หรือ Ring-fence ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ เพื่อไม่ให้ต้นทุนจากการรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ถูกผลักไปยังผู้ใช้ไฟกลุ่มอื่น โดยต้นทุนค่าไฟและค่าบริการโครงข่ายต้องสะท้อนต้นทุนจริงและเป็นธรรม หากจำแนกได้ว่าต้นทุนส่วนใดเกิดจากการใช้งานของ Google บริษัทพร้อมรับผิดชอบต้นทุนนั้นทั้งหมด
หากจำเป็นต้องพัฒนาโครงข่ายเพื่อเชื่อมต่อดาต้าเซ็นเตอร์ Google พร้อมลงทุนล่วงหน้าด้วยเงินบริษัทเอง ภายใต้ Grid Code และมาตรฐานภาครัฐ ก่อนโอนสินทรัพย์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารต่อ
จี้เพิ่มทางเลือกซื้อไฟสะอาดใน PDP 2026
Google ติดตามการจัดทำ PDP 2026 และมองว่าไทยควรเพิ่มทางเลือกและความยืดหยุ่นของ Direct PPA, Third Party Access และ UGT โดยเฉพาะการบริหารพลังงานในรูปแบบพอร์ตโฟลิโอ แทนการจับคู่ดาต้าเซ็นเตอร์กับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบหนึ่งต่อหนึ่ง
แนวทางหนึ่งคือให้ภาครัฐจัดพอร์ตโฟลิโอพลังงานสะอาดและเปิดให้ผู้ใช้ไฟสมัครใช้บริการ โดยมีการไฟฟ้าเป็นตัวกลาง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อเจรจากับโรงไฟฟ้าในพอร์ตโฟลิโอได้โดยตรง ก่อนให้ภาครัฐหรือการไฟฟ้าจัดทำสัญญา Back-to-back และเรียกเก็บค่าบริหารจัดการ
Google ยังเสนอให้ Hyperscaler มีส่วนร่วมสร้างความมั่นคงให้ระบบผ่าน Demand Response สามารถย้ายการใช้ไฟบางส่วนไปช่วงเวลาที่เหมาะสม หรือลดการใช้ไฟในภาวะฉุกเฉิน รวมถึงพร้อมสนับสนุน Smart Grid และ Reconductoring หรือการเปลี่ยนสายไฟเดิมเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่รองรับกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 2 เท่า
นางสาวอาทิตยา กล่าวว่า หากไทยต้องการเป็น AI Hub และ Green Data Center ต้องมีกระบวนการและกรอบเวลาที่ชัดเจน ตั้งแต่การขอเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าถึงการจัดหาพลังงานสะอาด โดยในช่วงแรกดาต้าเซ็นเตอร์อาจยังใช้พลังงานสะอาดไม่ถึง 100% แต่สามารถทยอยเพิ่มสัดส่วนในอนาคต
ดังนั้น ภาครัฐควรเปิดให้ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์มีส่วนร่วมลงทุนทั้งระบบสมาร์ทกริด การพัฒนาโครงข่าย และพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์และวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Green Data Center ในระยะยาว
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,235 วันที่ 13 - 16 กันยายน พ.ศ. 2569







