thansettakij
thansettakij
การใช้พลังงานไทยพุ่ง 2.1% รับ GDP โต 2.8% น้ำมัน-ไฟฟ้าขยายตัวต่อเนื่อง

การใช้พลังงานไทยพุ่ง 2.1% รับ GDP โต 2.8% น้ำมัน-ไฟฟ้าขยายตัวต่อเนื่อง

01 ก.ค. 69 | 05:24 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.ค. 69 | 05:27 น.

สนพ.เผยใช้พลังงานไตรมาสแรกปี 69 โต 2.1% น้ำมัน-ก๊าซ ไฟฟ้าขยายตัวต่อเนื่องหนุนเศรษฐกิจฟื้น พร้อมจับตาภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานโลก

KEY

POINTS

  • การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ในไตรมาสแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 2.1% สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ (GDP) ที่ขยายตัว 2.8%
  • การใช้น้ำมันสำเร็จรูปและไฟฟ้าขยายตัวต่อเนื่องในอัตรา 4.9% จากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และการเดินทาง
  • การใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 6.9% เพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก ขณะที่การใช้ถ่านหินและลิกไนต์ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 2,080 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.1% โดยเป็นผลมาจากการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 5.0% จากความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้น 

การใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 4.6% จากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 19.1% จากทั้งไฟฟ้านำเข้าและไฟฟ้าพลังน้ำที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้ถ่านหินลดลง 7.4% และการใช้ลิกไนต์ลดลง 56.0% จากการผลิตที่ลดลง

ใช้พลังงานเพิ่มรับ GDP ขยายตัว 2.8%

การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาส 4/2568 ตามการขยายตัวของภาคเกษตรและภาคนอกเกษตร ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและกลุ่มบริการ 

โดยการส่งออกสินค้าขยายตัว 9.8% และการส่งออกมูลค่าที่แท้จริงขยายตัว 15.5% ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว 2.2% โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยจำนวน 9.32 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 9.55 ล้านคน

สำหรับสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ประกอบด้วย

การใช้น้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ระดับ 153.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 4.9% โดยเพิ่มขึ้นจากการใช้น้ำมันเตา เคโรซีน น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน 

การใช้พลังงานไทยพุ่ง 2.1% รับ GDP โต 2.8% น้ำมัน-ไฟฟ้าขยายตัวต่อเนื่อง

 

ขณะที่การใช้ LPG ในกลุ่มน้ำมันสำเร็จรูปทรงตัว ด้านการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 185.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 2.2% การนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 5.0 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 33.7% ส่วนการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 20.2 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 15.7%

ใช้เบนซินเพิ่ม 6.3%

การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน อยู่ที่ระดับ 33.2 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 6.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ระดับ 74.2 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.1% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนจากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 

ด้านการใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ระดับ 20.3 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 4.3% จากปริมาณการสัญจรทางอากาศทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น 7.4% โดยมีการขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 6.7% และปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศเพิ่มขึ้น 8.0% ขณะที่การใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ระดับ 6.1 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 13.9%

การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ระดับ 18.0 พันตันต่อวัน เพิ่มขึ้น 4.2% โดยการใช้ LPG เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุด 41% มีการใช้เพิ่มขึ้น 10.9%

 

รองลงมาเป็นภาคครัวเรือน ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ 33% มีการใช้เพิ่มขึ้น 1.7% ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งมีสัดส่วน 15% มีการใช้ลดลง 1.4% ภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วน 10% มีการใช้ลดลง 1.6% และการใช้เองซึ่งมีสัดส่วน 1% มีการใช้ลดลง 23.1%

การใช้ก๊าซธรรมชาติ อยู่ที่ระดับ 4,754 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้น 6.9% โดยส่วนใหญ่ 61% เป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้น 9.4% จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้น รองลงมาเป็นการใช้ในโรงแยกก๊าซ การใช้ในภาคอุตสาหกรรม และการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV)

การใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 4.6% การใช้ในโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้น 3.8% ขณะที่การใช้ NGV ลดลง 14.6% ตามจำนวนรถ NGV จดทะเบียนสะสมที่ลดลง

การใช้พลังงานไทยพุ่ง 2.1% รับ GDP โต 2.8% น้ำมัน-ไฟฟ้าขยายตัวต่อเนื่อง

 

ส่วนการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ อยู่ที่ระดับ 2,740 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) ลดลง 19.0% โดยการใช้ถ่านหินลดลง 7.4% จากการใช้ที่ลดลงของโรงไฟฟ้าประเภท SPP และ IPP ขณะที่การใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 6.7% ส่วนการใช้ลิกไนต์ลดลง 56.0% โดยเป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทั้งหมด

ใช้ไฟฟ้า 3 เดือนแรกเพิ่ม 4.9%

การใช้ไฟฟ้าในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 51,127 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 4.9% โดยการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนการใช้ 42.3% เพิ่มขึ้น 2.2% ส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 8.8% และการใช้ไฟฟ้าในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 7.0% ขณะที่การใช้ไฟฟ้าในกลุ่มอื่น ๆ ลดลง 2.2% 

นายวัฒนพงษ์ กล่าวอีกว่า ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้าในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 20.41 น. อยู่ที่ระดับ 34,881 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะเดียวกัน การผลิตพลังงานไฟฟ้า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 55,938 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 3.1% ตามปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงที่สุดที่ 60% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด เพิ่มขึ้น 11.1% รองลงมาเป็นไฟฟ้านำเข้า/แลกเปลี่ยน พลังงานหมุนเวียน ถ่านหินนำเข้า/ลิกไนต์ พลังน้ำ และน้ำมัน 

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงานรายสาขาเศรษฐกิจ ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 59.5 ล้านตัน CO2 ลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคการผลิตไฟฟ้ามีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 19.3 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วน 32% ลดลง 8.7% รองลงมาคือภาคการขนส่ง มีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 21.8 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วน 37% เพิ่มขึ้น 4.7% 

ภาคอุตสาหกรรมมีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 14.9 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วน 25% เพิ่มขึ้น 4.2% และภาคอื่น ๆ มีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 3.5 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วน 6% เพิ่มขึ้น 3.5%

นอกจากนี้ ยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ณ เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 435,013 คัน เพิ่มขึ้น 68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาคขนส่งที่ยังคงขยายตัว แม้ว่าการใช้เชื้อเพลิงหลักในภาคขนส่งยังเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทาง

ตัวเลขการใช้พลังงานในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งภาคอุตสาหกรรม การส่งออก ภาคบริการ และการเดินทางทางอากาศ ส่งผลให้การใช้น้ำมันสำเร็จรูป ไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การปล่อย CO₂ โดยรวมยังลดลงเล็กน้อยจากการลดลงในภาคการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามควบคู่กับทิศทางเศรษฐกิจ ราคาพลังงานโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อสถานการณ์พลังงานของประเทศในระยะต่อไป