thansettakij
thansettakij
เอกชนทุ่ม 3.2หมื่นล้าน ติดตั้งโซลาร์รูฟ ลดต้นทุน เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

เอกชนทุ่ม 3.2หมื่นล้าน ติดตั้งโซลาร์รูฟ ลดต้นทุน เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

19 มิ.ย. 69 | 03:17 น.
อัปเดตล่าสุด :19 มิ.ย. 69 | 03:33 น.

ภาคธุรกิจทุ่ม 3.2 หมื่นล้านบาท ลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์ 400 โครงการ หลังกกพ.ออกใบอนุญาต รับมือวิกฤตพลังงาน กลุ่มห้างค้าปลีกโมเดิร์นเทรด ศูนย์กระจายสินค้า โรงงาน โหมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ลดต้นทุน สู้ศึกภาวะโลกร้อน

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนลงทุนกว่า 3.2 หมื่นล้านบาทในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
  • การลงทุนกระจุกตัวใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มห้างค้าปลีก, ศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้า, และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
  • โมเดล Private PPA ที่มีบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) เป็นผู้ลงทุนค่าติดตั้งให้ทั้งหมด เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ผู้ประกอบการหันมาใช้โซลาร์รูฟท็อป

ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลให้ภาคธุรกิจเอกชน ภาคครัวเรือน และบริษัทข้ามชาติ ต่างพากันแห่ลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กันเป็นจำนวนมาก

ภาคธุรกิจแห่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา นับจากช่วงสงครามรัสเซียกับยูเครน ปี 2565 เป็นต้นมา ส่งผลให้ภาคธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนด้านพลังงานกันเป็นจำนวนมาก ประกอบกับแต่ละบริษัทมีนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน และรัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยเปิดให้ภาคเอกชนประมูลเสนอขายไฟฟ้าให้ภาครัฐ

จากการเก็บข้อมูลปี 2567 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 กกพ.ได้มีการอนุมัติใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมทั้งสิ้น 479 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,232.483 เมกะวัตต์ สะท้อนให้เห็นถึงแรงกระตุ้นของภาคเอกชนและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในการเร่งทรานส์ฟอร์มองค์กรไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และตอบโจทย์มาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันมีโครงการที่สามารถเร่งดำเนินการและแจ้งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ หรือ COD จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบอย่างเป็นทางการแล้วจำนวน 79 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 82.35 เมกะวัตต์ ทั้งหมดเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop)

การอนุมัติใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

ขณะที่เม็ดเงินและการลงทุนในโครงการส่วนที่เหลืออีก 400 โครงการ กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการเร่งติดตั้งระบบและเตรียมทดสอบการจ่ายไฟเพื่อทยอยเข้าสู่ระบบในอนาคตอันใกล้นี้ โดยคาดว่า จะใช้เงินลงทุนรวมกันราว 3.23 หมื่นล้านบาท ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ทั้งนี้ หากแยกโซลาร์รูฟท็อป ที่อยู่ระหว่างการลงทุน มีจำนวน 386 โครงการ คิดเป็นกำลังผลิตติดตั้งประมาณ 587.303 เมกะวัตต์ จะมีต้นทุนเฉลี่ยในการติดตั้งประมาณ 25-30 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนราว 14,682-17,619 ล้านบาท กระจายตัวอยู่ใน 3 กลุ่มหลัก ทั้งกลุ่มห้างค้าปลีกโมเดิร์นเทรด ศูนย์กระจายสินค้า-คลังสินค้าโลจิสติกส์ และโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์ในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

ส่วนใหญ่จะดำเนินงานภายใต้กลุ่มบริษัทจัดการพลังงาน หรือ ESCO ผ่านโมเดลการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนด้วยกันเอง หรือ Private PPA ซึ่งบริษัทพลังงานเหล่านี้จะเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง และออกค่าติดตั้งให้ทั้งหมด 100% ผลิตกระแสไฟฟ้าขายคืนให้แก่โรงงานนั้นๆ ในราคาที่เป็นสิทธิพิเศษ ซึ่งต่ำกว่าค่าไฟฟ้าปกติประมาณ 10-30% เป็นระยะเวลายาวนานตามสัญญา 15 ถึง 20 ปี จึงเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการภาคการผลิต แห่ใช้โมเดลนี้ในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

เอกชนทุ่ม 3.2หมื่นล้าน ติดตั้งโซลาร์รูฟ ลดต้นทุน เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

กลุ่มธุรกิจห้างค้าปลีกและโมเดิร์นเทรด มีโครงการของ บริษัท อิมแพคท์ โซล่าร์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ที่เข้าไปลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขากาญจนบุรี กำลังผลิตติดตั้ง 1.03 เมกะวัตต์ บริษัท กรีนเยลโล่ (ไทยแลนด์) จำกัด ที่เข้าไปลงทุนติดตั้งระบบให้กับไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำอย่าง โลตัส ในหลายสาขาทั่วภูมิภาค

บริษัท อัลเทอร์นาทิฟ พลังงานสะอาด จำกัด เข้าไปปักธงลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ให้ห้างค้าส่งขนาดยักษ์อย่าง แม็คโคร (Makro) สาขาอุบลราชธานี มีกำลังผลิตติดตั้ง 1.10 เมกะวัตต์

บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด (Banpu Next) มีพอร์ตสัญญา Private PPA ร่วมกับห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ทั่วประเทศ โดยเน้นกลุ่มคอมมูนิตี้มอลล์และห้างโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่ เช่น ในเครือ สยามพิวรรธน์ และศูนย์การค้าชั้นนำในต่างจังหวัด มีกำลังผลิตติดตั้ง 1-1.5 เมกะวัตต์ต่อโครงการ

รวมถึงบริษัท ซิมบิโอซิส จำกัด (Symbiosis) เข้าลงทุนติดตั้งระบบให้กับศูนย์การค้าและโมเดิร์นเทรดจำพวกวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้านขนาดใหญ่ อาทิ เครือ ไทวัสดุ และ โฮมโปร ในหลายภูมิภาค เพื่อเปลี่ยนพื้นที่หลังคาโชว์รูมสินค้าให้เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานสะอาด โดยมีกำลังผลิตติดตั้งเฉลี่ยสาขาละ 0.80-1.20 เมกะวัตต์

ศูนย์กระจายสินค้าเร่งปรับตัว

ขณะที่กลุ่มศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นเซกเตอร์ที่กลุ่ม ESCO นิยมเข้าไปลงทุนเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีพื้นที่หลังคาขนาดใหญ่และเปิดกว้าง เช่น โครงการของ บริษัท ดับบลิวเอชเอ โซล่าร์ จำกัด ที่เข้าไปลงทุนที่คลังสินค้าของ บริษัท ฟิล์มมาสเตอร์ จำกัด ด้วยกำลังการผลิต 1.40 เมกะวัตต์

โครงการของบริษัท กัลฟ์1 จำกัด เป็นผู้ลงทุนและติดตั้งระบบให้กับศูนย์กระจายสินค้าอุปโภคบริโภคของ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ โลจิสติกส์ จำกัด ย่านบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มีกำลังผลิตติดตั้ง 1.55 เมกะวัตต์ รวมถึงบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เข้าไปร่วมทุนและติดตั้งระบบให้กับศูนย์กระจายสินค้าภูมิภาคและคลังจัดเก็บสินค้าแช่แข็ง-สินค้าอุปโภคบริโภค ของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) มีกำลังผลิตติดตั้ง 1.20 เมกะวัตต์

ขณะที่บริษัท คลีนแม็กซ์ เอ็นเนอร์ยี (ไทยแลนด์) จำกัด อยู่ระหว่างพัฒนาติดตั้งระบบให้กับคลังสินค้าและศูนย์คัดแยกพัสดุด่วน ของ บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด มีกำลังผลิตติดตั้ง 1.10 เมกะวัตต์

ส่วนบริษัท ซัสเทนนาเบิล เอนเนอร์ยี่ พลัส จำกัด (Sustainable Energy Plus) เป็นผู้ลงทุนติดตั้งระบบบนหลังคาอาคารจัดเก็บและกระจายสินค้าขนาดใหญ่ของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติกส์ จำกัด มีกำลังผลิตติดตั้ง 1.80 เมกะวัตต์

รวมถึงกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ในเขตนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นพอร์ตลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มบริษัท ESCO เนื่องจากแต่ละโครงการมีขนาดกำลังการผลิตที่สูงระดับหลายเมกะวัตต์ เพื่อรองรับเครื่องจักรและกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมหนัก

อาทิ โครงการของ บริษัท เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ จำกัด ที่เข้าไปติดตั้งระบบมีกำลังผลิตถึง 17 เมกะวัตต์ บนหลังคาโรงงานผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลของ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสนับสนุนนโยบาย RE100

บริษัท สิงคโปร์ เพาเวอร์ เอนเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด (SP Group) กลุ่มทุนพลังงานยักษ์ใหญ่จากสิงคโปร์ เข้ามาเป็นผู้ลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ป้อนตรงให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง บริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ มีกำลังผลิตติดตั้ง 1.20 เมกะวัตต์ และโครงการบนหลังคาโรงงาน บริษัท อีซี่ โอโตโมทีฟ (ไทยแลนด์) จำกัด ขนาด 1.65 เมกะวัตต์

สอดคล้องกับโครงการของ บริษัท กัลฟ์ เอ็มพี ดับบลิวเอชเอ1 จำกัด ที่เป็นผู้ลงทุนติดตั้งระบบขนาดใหญ่ถึง 16.65 เมกะวัตต์ บนหลังคาโรงงานผลิตยางรถยนต์ของ บริษัท แอลแอลไอที (ประเทศไทย) จำกัด (หลิงหลง ไทร์) รวมถึงสัญญาของบริษัท กัลฟ์ ดับบลิวเอชเอ ป้อนโรงงานประกอบชิ้นส่วนยานยนต์ของ บริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ขนาด 3.15 เมกะวัตต์

อีกทั้ง บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) ในเครือ GPSC ได้สิทธิ์เข้าไปลงทุนติดตั้งระบบให้กับกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ข้ามชาติรายใหญ่ อย่างโรงงานของ บริษัท มิตซูบิชิ อิเลคทริก ไทย ออโต้-พาร์ท จำกัด กำลังการผลิตติดตั้ง 2.50 เมกะวัตต์

บริษัท คลีนแม็กซ์ เอ็นเนอร์ยี (ไทยแลนด์) จำกัด (CleanMax) ได้เข้าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้กับ โรงงานผลิตและประกอบชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นสูงระดับโลก ของ บริษัท จอยสัน-ทีโอเอ เซฟตี้ ซิสเต็ม จำกัด ผู้ผลิตระบบความปลอดภัยในยานยนต์รายใหญ่ มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1.30 เมกะวัตต์ เป็นต้น

โซลาร์ฟาร์มแห่ผุดตามนโยบายรัฐ

ขณะที่กลุ่มโซลาร์ฟาร์ม ซึ่งมีโครงการขนาดใหญ่ได้รับการอนุมัติรวม 11 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 551.450 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีสัญญาขายไฟฟ้าให้กับภาครัฐ

การลงทุนด้านโซลาร์ฟาร์ม

ส่วนโซลาร์ทุ่นลอยน้ำมีจำนวน 3 โครงการ กำลังผลิตติดตั้งรวม 11.380 เมกะวัตต์