thansettakij
thansettakij
‘บางจาก’ หนุนแทนไบโอฟิวฟอสซิล ชี้เพิ่ม GDP ไทยได้มากกว่า EV

‘บางจาก’ หนุนแทนไบโอฟิวฟอสซิล ชี้เพิ่ม GDP ไทยได้มากกว่า EV

22 พ.ค. 69 | 00:00 น.

บางจากชูไบโอฟิวทางรอดพลังงานไทยแทนฟอสซิล ดัน Value Chain เงินหมุนในประเทศ 100% ชี้เพิ่ม GDP ไทยได้มากกว่า EV ระบุได้ประโยชน์เต็มห่วงโซ่

KEY

POINTS

  • บางจากชี้ว่าการส่งเสริมไบโอฟิวช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศได้มากกว่า EV เนื่องจากสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศได้ 100% ตั้งแต่การเกษตรจนถึงการกลั่น
  • ไบโอฟิวสามารถนำมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ทันทีในสัดส่วน 10-20% โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น รถยนต์และสถานีบริการน้ำมัน
  • บริษัทกำลังพัฒนาไบโอฟิวสู่ยุคที่ 2 และ 3 โดยใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมชีวภาพขั้นสูง

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทางออกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทยคือไบโอฟิว (Biofuel)  เนื่องจากสามารถนำมาใช้แทนฟอสซิลได้ทันทีในสัดส่วน 10% - 20% โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐาน 

ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีรถยนต์กว่า 1,400 ล้านคัน รวมถึงปั๊มน้ำมันและท่อขนส่งที่รองรับเชื้อเพลิงเหลวอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านสู่ไบโอฟิวจึงทำได้ง่ายและตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

อีกทั้งการส่งเสริมไบโอฟิวยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล ต่างจากการส่งเสริม EV แบตเตอรี่ หรือโซลาร์เซลล์ ที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบและเทคโนโลยีจากต่างประเทศเกือบ 100% ทำให้ไทยสูญเสียดุลการค้า 

มูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนในไทย 100%

แต่สำหรับไบโอฟิวมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Value Chain) ทั้งหมด 100% จะหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทย ตั้งแต่การปลูกพืชเกษตร การคั้นน้ำมัน จนถึงการกลั่นและใช้ในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาลที่จะช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศอย่างยั่งยืน 

‘บางจาก’ หนุนแทนไบโอฟิวฟอสซิล ชี้เพิ่ม GDP ไทยได้มากกว่า EV

 

“บางจากกำลังเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงชีวภาพยุคแรก (First Generation) ไปสู่ยุคที่สอง (Second Generation) และสาม ซึ่งจะใช้เศษวัสดุทางการเกษตร เช่น กิ่ง ก้าน ใบหญ้า และเศษฟาง มาผลิตเป็นน้ำมัน โดยมีผลิตภัณฑ์เรือธงคือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) หรือน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน และน้ำมันดีเซลยั่งยืน (HVO)”

ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดคือการต่อยอดจากไบโอฟิวไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio-based) ขั้นสูง เช่น พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics), ยา (Biopharmaceutical), เครื่องสำอาง (Biocosmetic) ไปจนถึงการผลิตคอลลาเจนจากพืช ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้หลายเท่าตัวและรักษาผลประโยชน์ให้ตกอยู่กับคนไทย 

เสี่ยงต้นทุนน้ำมันดิบสูงกว่าราคามหาชน

นายชัยวัฒน์ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์การดำเนินงาน โดยยอมรับว่าในไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 4 อาจมีความเสี่ยงจากราคาต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อไว้ล่วงหน้าสูงกว่าราคามหาชนในปัจจุบัน (Time Lag) โดยบริษัทต้องเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด 

บริษัทจึงมีแผนขออนุมัติคณะกรรมการเพื่อเพิ่มวงเงินเงินทุนหมุนเวียนอีกประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท เพื่อรักษาสภาพคล่อง โดยวงเงินส่วนดังกล่าวนี้จะนำมาใช้รองรับทั้งการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาสูงขึ้น และรองรับภาระหนี้จากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันบริษัทพยายามรักษากำลังการกลั่นให้สมดุลกับการบริโภคในประเทศเพื่อบริหารความเสี่ยง

ขณะที่ในส่วนของทิศทางอนาคต บางจากเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยี Carbon Capture (CCUS) โดยมีโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) อยู่ที่โรงกลั่นพระโขนงร่วมกับ AIT เพื่อดักจับคาร์บอน และกำลังศึกษาวิจัยการผลิต E-Fuel และ E-SAF ซึ่งเป็นการนำคาร์บอนที่ดักจับได้มาผสมกับ Green Hydrogen เพื่อผลิตเป็นน้ำมันสังเคราะห์ในระยะยาว โดยย้ำว่าธุรกิจโรงกลั่นจะยังไม่ตายและยังคงมีความสำคัญไปอย่างน้อยอีก 50-100 ปี เพราะเชื้อเพลิงเหลวมีข้อดีในด้านการขนส่งและการสะสมพลังงานได้ดีที่สุด 

พัฒนาพืชพลังงานตัวใหม่

อย่างไรก็ดี ในระยะยาว บางจากฯ กำลังพัฒนาพืชพลังงานตัวใหม่ภายใต้โครงการ Farm to Fly โดยเน้นไปที่ต้นพงกะมี หรือ หยี่น้ำ ซึ่งเป็นพืชที่ทนดินเค็มและปลูกได้ดีในภาคอีสานและพื้นที่ชายเลน เพื่อเป็นทางเลือกเสริมจากน้ำมันใช้แล้ว โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐในการทดสอบปลูกในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น สุรินทร์ และโคราช