
‘ทวี สอดส่อง’ ชี้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนสะท้อนผลประโยชน์ทับซ้อน จี้รัฐทบทวนโครงสร้างพลังงาน
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ชี้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนสะท้อนผลประโยชน์ทับซ้อน จี้รัฐทบทวนโครงสร้างพลังงาน แนะนายกฯคุมราคาเอง
KEY
POINTS
- พ.ต.อ.ทวี ชี้ว่าปัญหาน้ำมันไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนจริง แต่เกิดจากโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากไทยมีศักยภาพการกลั่นเพียงพอและยังส่งออกได้
- โครงสร้างราคาน้ำมันถูกกำหนดให้อ้างอิงราคาจากสิงคโปร์เสมือนว่าไทยไม่มีโรงกลั่น ซึ่งเป็นมติของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่อาจไม่มีอำนาจตามกฎหมาย
- ปัญหาดังกล่าวสะท้อนถึงผลประโยชน์ทับซ้อน โดยมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานเข้ามามีส่วนกำหนดนโยบาย ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระราคาที่สูงเกินจริง
- เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ทั้งเรื่องการอ้างอิงราคาต่างประเทศ ค่าการกลั่น และภาษี เพื่อลดภาระของประชาชน
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดเผยในรายการขอเวลานอกถึงปัญหาการกักตุนน้ำมันจนทำให้เกิดความขาดแคลน ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากในลำดับต้นของโลก มีคนรวยกระจุก จนกระจาย หากดูที่ดิน คนมีเกิน 1 พันไร่ มี 120 คน และรวมกันกว่า 4 ล้านไร่
แต่คนไม่มีที่ดินจำนวนมาก เมื่อเกิดปัญหาพลังงานก็กระทบกับคนทุกคน ซึ่งเราก็ต้องดูว่าจะแก้ไขได้อย่างไร ประเทศไทยมีกฎหมายที่ดิน น้ำมัน ไฟฟ้า ถูกกำหนดให้เป็นสาธารณูปโภค แต่กลับได้ยินคนบอกว่าให้เป็นการค้าเสรี
ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐเข้าไปดูแลให้มีอย่างทั่วถึงและยั่งยืน รัฐต้องเป็นเจ้าของอย่างน้อย 51 % ส่วนที่ขายไปให้เอกชน ก็ต้องดูไม่ให้เป็นภาระเกินควรแก่ประชาชน และหากแบ่งสัมปทาน ก็ต้องได้รับส่วนแบ่งอย่างเหมาะสม
สำหรับประเทศไทยมีโรงกลั่น 6 โรง จากผลการศึกษาของสภาก็มีแล้ว ระบุว่า โรงกลั่นสามารถกลั่นได้มากกว่า 160 ล้านลิตร ใช้ในประเทศ 10 กว่าล้านลิตร และเหลือส่งออกนอกประเทศ ที่ตกใจมากก็คือกฎหมายแล้วดี แล้วทำไมมันถึงขาดแคลน ฟังผู้รับผิดชอบ บอกว่าเรามีน้ำมันเหลือ 100 วัน ก็เท่ากับว่ามีต้นทุนน้ำมันเดิมอยู่ 100 วัน ส่วนน้ำมันล็อตใหม่ที่ซื้อมาก็ไปบอกประชาชนว่ามันมีราคาแพง ก็เข้าใจได้
จากการศึกษา พบว่าโครงสร้างราคาน้ำมัน เมื่อปี 61 กบง. มีมติให้อิงราคาที่สิงคโปร์ แต่ตามกฎหมาย กำหนดให้มีกพช. มีกรรมการ 19 คน มีนายกฯเป็นประธาน แต่ทำไมถึงใช้ตามมติ กบง. ที่ไม่มีใครโครงสร้างตามกฎหมาย เมื่อไปดูก็พบว่ากฎหมายเปิดโอกาสให้ตั้งกรรมการขึ้นมาได้ แต่มีอำนาจแค่ศึกษา เสนอความเห็น ซึ่งเท่ากับว่า กบง.ที่ทำหน้าที่นั้นไม่ได้มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอาจเปิดโอกาสในการฟ้องต่อศาลปกครองได้ นี่คือปฐมบทว่าเราไม่รักษานิติรัฐ นิติธรรม แทนที่คนไทยจะได้รับความคุ้มครอง
มีมติ 3 เรื่อง ให้พิจารณาอ้างอิงราคาสิงคโปร์ บวกกับค่าพรีเมียม โดยสมมติว่าไทยไม่มีโรงกลั่น ทั้งที่เป็นเรื่องเท็จ เพราะเรามีโรงกลั่นอยู่ มีศักยภาพกลั่นใช้ในประเทศ และสามารถส่งขายนอกประเทศด้วย แถมก่อนหน้านี้ ประธานกบง.คนหนึ่งก็มาจากโรงกลั่นน้ำมัน แล้วตอนนี้กลับไปอยู่กับบริษัทน้ำมันแล้ว นี่คือผลประโยชน์ทับซ้อน
“น่าสงสัยว่าทำไมเมื่อเกิดวิกฤต ทำไมนายกฯตั้งศบก.แล้วมีรองนายกฯมานั่งคุม ทำไมไม่ใช้โครงสร้างเดิมอย่างกพช. มาใช้แก้ปัญหา กรรมการแทนที่จะเป็นตัวแทนจากกระทรวงต่างๆ กลับเป็นตัวแทนคิดแทนนายทุน มาเป็นกรรมการแก้ปัญหา”
การให้กบง.มาแก้ปัญหา เป็นเรื่องเริ่มต้นที่ผิด ดังจะเห็นได้จากมติ เมื่อปี 61 ที่ให้อ้างอิงราคาสิงคโปร์ นายกฯต้องเข้ามารับผิดชอบ จะลอยตัวไม่ได้
นอกจากนี้ต้องดูเรื่องไฟฟ้า ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐต้องเป็นเจ้าของไม่ต่ำกว่า 51 % แต่ต่อมาอนุญาตให้เอกชนผลิต พอไปดูตัวเลขการผลิตของเอกชนกว่า 70 % มากกว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแล้ว แล้วเอกชนก็ไปสร้างโรงงาน รัฐก็กำหนดให้มีค่าพร้อมจ่าย ซึ่งก็มีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีข้าราชการไปบอกศาลว่า ค่าพร้อมจ่ายไม่ได้ทำให้ไฟแพง ซึ่งศาลก็เชื่อ แต่ถ้าทำโครงสร้างดูแล้ว พบว่ามีเงินตรงนี้อีก 5-6 หมื่นล้าน บริษัทเอกชน ไม่มีใครขาดทุนเลย
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ต่อจากนี้ถ้าปล่อยให้เป็นการค้าเสรี ประชาชนจะเดือดร้อนมาก เพราะจริงๆเป็นสาธารณูปโภค นายกฯอนุทิน ท่านต้องไปเจรจาเอาเงินตรงนี้มา ไม่เช่นนั้นก็เหมือนประชาชนต้องจ่ายฟรีๆ
“รากเหง้าปัญหาคือขาดความรับผิดชอบ ปล่อยให้มีประโยชน์ทับซ้อน มีคนแฝงตัวเข้าไปในกระทรวงที่ต้องรับผิดชอบ แล้วเอาภาระไปให้ประชาชนรับผิดชอบไปไม่ต่ำกว่า 25 ปี เราก็ต้องรับผิดชอบ แม้จะมีแค่ 5 เสียง แต่ก็ต้องทำให้รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ อย่างคนได้ประโยชน์จากการขึ้นราคาน้ำมัน ก็ต้องจัดการไม่ใช่แค่ขอโทษ”
รัฐบาลต้องตั้งหลัก เอาเรื่องน้ำมันก่อน อะไรที่ไม่ถูกต้องก็ต้องแก้ เรื่องอิงราคาต่างประเทศ เรื่องภาษีสรรพสามิต คนคิดว่าเอาภาษีมาพัฒนาประเทศ ทราบไหมว่างบประมาณที่จัด เป็นงบดำเนินการและบุคลากร 70 % งบอยู่ส่วนกลาง 74 % ท้องถิ่นทั่วประเทศได้น้อย สู้ไม่เก็บภาษีดีกว่า รวมทั้งเรื่องค่าการกลั่นต้องเป็นธรรม จากนั้นก็ต้องไปดูเรื่องไฟฟ้า ที่ต้องจ่ายฟรี 5-6 หมื่นล้าน ลดได้ไหม ต้องเจรจากัน ซึ่งจากนี้ฝ่ายค้านก็ต้องเอาเรื่องไปอภิปราย
“ต้องให้กำลังใจรัฐบาล แต่ถ้าทำไม่ถูกต้องก็ต้องพูด นายกฯอาจอยู่ในวงการก่อสร้าง ไม่ได้อยู่ในพลังงาน แค่ไปดูว่าใครได้สัญญา มีแต่รวยกับรวย ไม่มีใครจน เอาแค่พลังงานสาธารณูปโภค รัฐต้องเข้าไปดูแล ให้มีราคาถูกให้อยู่ได้ วันนี้ต้องให้ประชาชนอยู่ได้ก่อน”







