
บีไอจีชู ‘ไฮโดรเจน’ รับวิกฤตพลังงาน เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ
บีไอจีชู ‘ไฮโดรเจน’ รับวิกฤตพลังงาน เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ ชี้สงครามตะวันออกกลางเป็นความท้าทายระดับโลก
KEY
POINTS
- บีไอจี (BIG) ชูพลังงานไฮโดรเจนเป็นทางออกสำคัญในระยะยาวเพื่อรับมือวิกฤตราคาพลังงานโลกและลดการพึ่งพาน้ำมัน
- บริษัทเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ เช่น โครงการโรงแยกอากาศที่ใช้ความเย็นจาก LNG ร่วมกับ ปตท. เพื่อผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
- ร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง PTT Group และ Toyota ผลักดันการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจไฮโดรเจน (Hydrogen Economy) ในไทย เพื่อส่งเสริมการใช้งานในภาคขนส่งและพลังงาน
นางอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) เปิดเผยถึงการบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางวิกฤตพลังงาน ว่า ความผันผวนของราคาพลังงาน โดยเฉพาะจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เป็นความท้าทายระดับโลก แต่สำหรับบริษัทมองคือบทพิสูจน์ของความจำเป็นในการวางระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนในระยะยาว อุตสาหกรรมไทยต้องมองเรื่องประสิทธิภาพพลังงาน เทคโนโลยี และการลดคาร์บอน เป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวนจะไม่เพียงบริษัทได้ดำเนินการเข้าไปช่วยบริหารจัดการด้านพลังงานเพื่อที่จะลดต้นทุน
ขณะเดียวกันในแผนระยะยาวบริษัทจะมุ่งไปสู่เทคโนโลยีไฮโดรเจน เพราะมองว่าอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับโลกที่เรียกว่า Green Energy
ขณะที่ธุรกิจด้าน Utility ยังคงมีบทบาทเป็นโครงสร้างพื้นฐาน สำคัญของทุกภาคอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลกที่ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งระบบไม่ว่าจะเป็นลูกค้าหรือคู่ค้าต่างต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะสั้น ภาพรวมยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา
หากย้อนกลับไปในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าโลกเริ่มให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด (Clean Energy) และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) มากขึ้น
แม้ในปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอาจยังไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จากข้อจำกัดด้านต้นทุนและนโยบายในบางประเทศองค์กรระดับโลกอย่าง Air Products ได้เร่งขับเคลื่อนการลงทุนในพลังงานสะอาด โดยเฉพาะไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ซึ่งผลิตจากน้ำผ่านกระบวนการแยก ด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
ตัวอย่างสำคัญคือโครงการในนีออม (NEOM) ประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่ใช้แสงแดดในช่วงกลางวันและพลังงานลมในช่วงกลางคืนเพื่อผลิตไฮโดรเจนอย่างยั่งยืน โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2027
“ไฮโดรเจนจึงถูกมองว่าเป็นพลังงานทางเลือกสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และเป็นกลไกหลักของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอนาคต”
อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้เกิดขึ้นจริงยังจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งนโยบายภาครัฐ มาตรการสนับสนุน และการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม
โดยการกำหนดเป้าหมายในปี 2569 จำเป็นต้องอ้างอิงผลประกอบการของปี 2568 เป็นหลักซึ่งมียอดขายอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท ซึ่งคงตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 10%
ตอนนี้มีความผันผวนของพลังงานโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อย่างมาก แผนขับเคลื่อนธุรกิจในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า ไม่ได้มองบทบาทของเราเป็นเพียงผู้จำหน่ายก๊าซอุตสาหกรรมอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นผู้พัฒนาและขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำของประเทศ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) ในระยะยาว
บริษัทจึงสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาวิกฤต โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับสู่ Low-Carbon Industrial Gas & Energy Solution Provider เป็นการวางยุทธศาสตร์ระยะกลางถึงยาว ที่เป็นการขยายการลงทุนด้านก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและโซลูชันจากก๊าซอุตสาหกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับกระบวนการผลิต เช่น การใช้ออกซิเจนคาร์บอนต่ำเพื่อช่วยให้กระบวนการเผาไหม้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้เชื้อเพลิงหลักและลดการปล่อยคาร์บอน โดยมีการใช้งานจริงแล้วในอุตสาหกรรมโรงกระดาษและอุตสาหกรรมเหล็ก
โดยมีเป้าหมายที่ว่าจะเป็น Global Synergy จาก Air Products เสริมศักยภาพการแข่งขัน หมายถึงว่าการเป็นส่วนหนึ่งของ Air Products ผู้นำระดับโลกด้านก๊าซอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีไฮโดรเจน ที่จะช่วยยกระดับบีไอจีจากผู้เล่นในประเทศสู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Decarbonization Enabler) สามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้นทั่วโลก เช่น เคมี ปิโตรเคมี เหล็ก ซีเมนต์ และพลังงาน มาประยุกต์ใช้กับบริบทของอุตสาหกรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม
โดยได้นำเทคโนโลยีด้าน Air Separation และ Hydrogen Production ที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูง รวมถึงโซลูชันก๊าซคาร์บอนต่ำมาช่วยให้ลูกค้าลดการปล่อยคาร์บอนได้จริงในระดับการผลิต ไม่ใช่เพียงการชดเชยคาร์บอนในภายหลัง
บริษัททำงานร่วมกับลูกค้าในฐานะพาร์ทเนอร์ด้านการลดคาร์บอน เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมไทยพร้อมรองรับมาตรฐาน ESG และกฎระเบียบคาร์บอนที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลก และสามารถนำไปเป็นใบรับรอง คาร์บอนต่ำได้
นอกจากนี้อีกหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์ที่สะท้อนการลงทุนเชิงโครงสร้างพื้นฐาน คือ โครงการโรงแยกอากาศจากการใช้ประโยชน์ความเย็นจาก LNG แห่งที่ 2 (MAP2) ซึ่งเราร่วมลงทุนกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อต่อยอดการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
โดยนำความเย็นที่เหลือจากกระบวนการแปรสภาพ LNG (Cold Energy Utilization) มาใช้ในการแยกอากาศ ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มเสถียรภาพในการผลิตก๊าซภายในประเทศ และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
”โรง 2 นี้มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 เพิ่มกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำกว่า 450,000 ตันต่อปี รองรับอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ปิโตรเคมี โลหะ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารจะทำให้เห็นว่านี่คือการลดคาร์บอนตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่เพียงการชดเชยในภายหลัง“
ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก ส่วนโรงแยกอากาศแห่งแรก (MAP 1) ที่ระยองเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 และสามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 100,000 ตันต่อปี สามารถผลิตได้ทั้งออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน
สำหรับการเดินหน้า Hydrogen Economy ด้วยความร่วมมือแบบ Ecosystem ยังคงเดินหน้าส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคขนส่งและพลังงาน
“วิกฤตพลังงานโลกเป็นโอกาสในการเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือกที่สะอาดและมั่นคง ที่ผ่านมาเราร่วมมือกับ PTT Group และ Toyota ร่วมก่อตั้งสมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย ในการพัฒนาเศรษฐกิจไฮโดรเจนในลักษณะ Ecosystem ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”
อีกทั้งยังพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อสนับสนุนนโยบายและมาตรฐานด้านพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งยังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำไฮโดรเจนไปใช้ร่วมกับการผลิตไฟฟ้า เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในอนาคต
สิ่งสำคัญคือภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ที่รัฐบาลควรต้องสนับสนุนและมีมาตรการออกมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดดีมานด์อย่างการจะต้องใช้รถที่เติมไฮโดรเจนจะทำไงให้คนอยากซื้อมาใช้
เมื่อถามว่าเหตุสู้รบตะวันออกกลางทำให้กระทบกับกลุ่มปิโตรเคมที่ขาดวัตถุดิบซึ่งเป็นลูกค้า ได้ส่งสัญญาณให้รู้ล่วงหน้าว่าออเดอร์จะลดลง หรือไม่ ต้องเรียนว่ามีส่งสัญญาณก่อน ซึ่งก็ไม่ได้กระทบกับยอดขายในปีนี้ เพราะอย่างที่บอกว่ามีการบริหารจัดการด้านต้นทุนให้สมดุลกัน อย่างค่าพลังงานที่เป็นต้นทุนหลักมีสัดส่วนถึง 50% ของต้นทุนทั้งหมด แต่ก็ต้องมาประเมินว่าจะจัดการอย่างไร
จากการติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด ยังไม่พบผลกระทบโดยตรงต่อการนำเข้า LNG อย่างมีนัยสำคัญในขณะนี้ แต่ภาคธุรกิจยังคงเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุดแม้เส้นทางของพลังงานใหม่อย่างไฮโดรเจนยังต้องใช้เวลาและปัจจัยสนับสนุนอีกหลายด้าน แต่ทิศทางของโลกที่เผชิญภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจน ย่อมเป็นแรงผลักดันสำคัญให้การเปลี่ยนผ่านพลังงาน
“แผนในอีก 3-5 ปี ตั้งเป้า บริษัทจะต้องมียอดขายโต 10% จากปี 2568 โดยน่าจะปิดตัวเลขยอดขายที่ 8,000 ล้านบาท”







