
กกพ. กุม 9.4 พันล้าน ‘อุ้มค่าไฟ’ รับแรงกดดัน LNG พุ่ง-ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด
กกพ. กุมเงิน 9.4 พันล้านบาท ‘อุ้มค่าไฟ’ ได้ 13 สตางค์ รับแรงกดดัน LNG พุ่ง-ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด แนะรัฐเร่งกระจายแหล่งพลังงาน ลดพึ่งพาก๊าซธรรมชาคิ
KEY
POINTS
- กกพ. เตรียมนำเงิน 9.4 พันล้านบาทที่ได้จากการเรียกคืนจาก 3 การไฟฟ้า มาช่วยพยุงและลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน
- ค่าไฟฟ้าได้รับแรงกดดันจากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
- เงินอุดหนุนดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟได้ประมาณ 13 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้า LNG เพื่อผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูง
นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดพลังงานโลกในปัจจุบันสะท้อนบทเรียนสำคัญว่าประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงมีความเปราะบางต่อวิกฤต
กกพ. จึงให้ความสำคัญกับการดูแลราคาค่าไฟของประเทศ ซึ่งปัจจุบัน กกพ. มีเงินเรียกคืนจาก 3 การไฟฟ้า หรือ คอลแบ็ก (Claw Back) ในปัจจุบันมีเหลืออยู่ที่ 9,400 ล้านบาท ซึ่งจะใช้ให้หมดเพราะเป็นเงินของประชาชน
อย่างไรก็ดี เงินในส่วนดังกล่าวคาดว่าจะว่าจะสามารถเข้ามาอุดหนุนราคาค่าไฟได้เพียง 13 สตางค์ แต่การที่ประกาศค่าไฟจะต้องมีการประเมินให้ถี่ถ้วนก่อน เพราะจะต้องดูทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน หากประกาศไปล่วงหน้าและสถานการณ์เปลี่ยนอาจจะทำให้เกิดการผิดพลาดได้
ขณะที่การดูแลภาระหนี้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จะต้องให้ กฟผ. เตรียมรับมือเรื่องการเงินด้วย เพื่อไม่ให้กลับไปรับภาระแบกหนี้แบบเดิมได้ เพราะต้องยอมรับว่าตอนนี้ กฟผ. เป็นเสาหลักหากกระทบรุนแรง อาจจะเสี่ยงมาถึงความมั่นคง โดยปัจจุบันกฟผ. ยังมีภาระหนี้คงค้างประมาณ 4 หมื่นล้านบาท
และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังแบกภาระค่าเชื้อเพลิงอีกประมาณ 1.2 - 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีเรื่องของดอกเบี้ยที่ต้องนำมาคิดในค่าไฟด้วย
สำหรับสถานการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก ซึ่งได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ เหตุอิสราเอลโจมตี South Pars การ์ตา ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งนำเข้าไทย ขณะที่ไทยนำเข้าก๊าซจากการ์ตา ไม่ถึง 10% โดยไทยยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 57% และกว่าครึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ต้องนำเข้า ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าผันผวนตามราคาตลาดโลก ดังนั้นจึงต้องประเมินสถานการณ์ใกล้ชิด โดยเฉพาะในตลาดจร(Spot) LNG ที่มีความผันผวนสูง
นายพูลพัฒน์ กล่าวต่อไปอีกว่า แนวทางรับมือของภาครัฐคือการเร่งกระจายแหล่งพลังงาน ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถ่านหิน พลังน้ำจากในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นในส่วนของการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้างวดใหม่
“จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยด้านต้นทุนเชื้อเพลิงมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อราคาก๊าซในตลาดโลก จึงต้องรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนประกาศอัตราใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเหมาะสมมากที่สุด แต่ยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการจัดหาพลังงานเพียงพอ ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน แต่ขอความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน เพื่อลดภาระต้นทุนของประเทศ”แนวโน้มราคาก๊าซ LNG ในตลาดโลก ปัจจุบันมีความผันผวน โดยเคยพุ่งสูงถึง 47 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียูในช่วงวิกฤตรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งล่าสุดปรับขึ้นแตะระดับประมาณ 25 เหรียญสหรัฐ จากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม ราคาดังกล่าวอาจเป็นเพียงระยะสั้นจากภาวะตื่นตระหนกของตลาด และยังต้องติดตามทิศทางในระยะต่อไปสำหรับช่วงฤดูร้อนและเทศกาลสงกรานต์ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางเพิ่มการใช้พลังงานจากแหล่งภายในประเทศ เช่น โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการพิจารณานำโรงไฟฟ้าเดิมกลับมาใช้งาน เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและลดต้นทุนโดยรวมในช่วงที่ราคาก๊าซยังอยู่ในระดับสูง
“การประกาศอัตราค่าไฟฟ้างวดใหม่ ซึ่งจะเริ่มใช้ในช่วงเดือนพ.ค. - ส.ค. อาจต้องใช้เวลาเพิ่มเติมในการประเมินสถานการณ์ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด”






