
รัฐเบรกภาคอุตสาหกรรมเติมน้ำมันปั๊ม หลังซื้อจ็อบเบอร์แพงกว่า 11 บาท
รัฐสั่งคุมเกมน้ำมัน “เอกนิติ”เบรกภาคอุตสาหกรรมเติมปั๊ม ให้ซื้อจ็อบเบอร์แพงกว่า 11 บาท หวั่นแย่งน้ำมันประชาชน–ดันราคาสินค้าย้ำสต๊อกพอ 90 วัน
KEY
POINTS
- รัฐบาลขอความร่วมมือภาคอุตสาหกรรมให้งดเติมน้ำมันที่สถานีบริการ เนื่องจากมาตรการตรึงราคาทำให้ราคาหน้าปั๊มถูกกว่าราคาขายส่ง (จ็อบเบอร์) ถึง 11 บาทต่อลิตร
- การที่ภาคอุตสาหกรรมหันมาเติมน้ำมันที่ปั๊ม ทำให้เกิดความต้องการสูงขึ้น และอาจสร้างความเข้าใจผิดให้ประชาชนว่าน้ำมันขาดแคลน
- ภาครัฐยืนยันว่า ปริมาณน้ำมันสำรองมีเพียงพอ และสั่งการให้บริหารจัดการให้ภาคอุตสาหกรรมกลับไปซื้อผ่านช่องทางเดิมเพื่อไม่ให้กระทบประชาชน
วันที่ 15 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อประเมินสถานการณ์พลังงานและเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบด้านราคาน้ำมัน
การประชุมครั้งนี้ย้ายสถานที่จากทำเนียบรัฐบาล มาจัดที่ห้องประชุม CB406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงาน และตัวแทนภาคธุรกิจเข้าหารืออย่างเร่งด่วน เนื่องจากในวันที่ 16 มีนาคม จะครบกำหนดมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลระยะเวลา 15 วันของรัฐบาล
เตือนราคาจ็อบเบอร์แพงกว่าปั๊ม
ในที่ประชุม ตัวแทนภาคเอกชน โดยประธานหอการค้าไทย สะท้อนปัญหาสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างราคาน้ำมันในปัจจุบัน โดยเฉพาะการซื้อน้ำมันของภาคอุตสาหกรรมผ่าน “จ็อบเบอร์” หรือผู้ค้าส่ง
โดยปกติภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการขนส่งขนาดใหญ่จะซื้อน้ำมันผ่านจ็อบเบอร์ แต่ในช่วงที่รัฐบาลตรึงราคาหน้าปั๊ม ทำให้ราคาหน้าปั๊มถูกกว่าราคาขายส่งถึงประมาณ 11 บาทต่อลิตร ส่งผลให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีรถจำนวนมาก หันไปนำรถมาเติมน้ำมันตามสถานีบริการแทนการซื้อผ่านช่องทางค้าส่ง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความต้องการใช้น้ำมันหน้าปั๊มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลให้ประชาชนรายย่อยรู้สึกว่าน้ำมันกำลังขาดแคลน ทั้งที่ในความเป็นจริงปริมาณน้ำมันในระบบยังเพียงพอ
ห่วงเรือขนส่งภาคใต้กระทบราคาสินค้า
ภาคเอกชนยังสะท้อนอีกว่า ปัญหาความต่างของราคาน้ำมัน ยังส่งผลกระทบต่อการขนส่งทางเรือภายในประเทศ โดยเฉพาะเรือที่ขนน้ำมันไปยังภาคใต้ ซึ่งจำเป็นต้องซื้อน้ำมันในราคาสูงกว่าหน้าปั๊มประมาณ 11 บาทต่อลิตร
ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะทำให้ค่าขนส่งสินค้าในพื้นที่ภาคใต้ปรับตัวสูงขึ้น และอาจส่งผลต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนในภูมิภาคนั้น รวมถึงอาจลุกลามเป็นแรงกดดันด้านราคาในระดับประเทศ
รัฐย้ำสต๊อกน้ำมันพอ 90 วัน
ภายหลังการหารือ นายเอกนิติ เปิดเผยว่า ผู้ค้าน้ำมันทุกแห่งยืนยันตรงกันว่า ประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองเพียงพอสำหรับการใช้ประมาณ 90 วัน และยังมีน้ำมันสำเร็จรูปสำหรับจำหน่ายตามสถานีบริการอีกจำนวนมาก
ดังนั้นสถานการณ์ในปัจจุบันจึงไม่ใช่ปัญหาการขาดแคลน แต่เป็นเรื่องของ “การบริหารจัดการความต้องการใช้” และการกระจายสินค้าให้เหมาะสม
สั่งบริหารจัดการภาคอุตสาหกรรม
นายเอกนิติ ระบุว่า หนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือ การบริหารจัดการการใช้น้ำมันของภาคอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งใช้น้ำมันกับประชาชนทั่วไป
โดยหลักการคือ ให้ภาคอุตสาหกรรมกลับไปใช้น้ำมันผ่านช่องทางค้าส่งตามระบบเดิม ไม่ควรนำรถไปเติมน้ำมันที่สถานีบริการ เพราะจะทำให้ความต้องการในภาคประชาชนเพิ่มขึ้นและสร้างความเข้าใจผิดว่าน้ำมันกำลังขาดตลาด
ทำแดชบอร์ดติดตามน้ำมันทั่วไทย
นอกจากนี้ นายเอกนิติ ยังมอบหมายให้ กระทรวงพลังงาน พัฒนาระบบแดชบอร์ดติดตามสถานการณ์น้ำมันทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ว่า พื้นที่ใดมีปริมาณน้ำมันใกล้ขาดแคลน และสามารถเร่งกระจายหรือขนส่งน้ำมันเข้าไปเติมได้อย่างรวดเร็ว
รัฐบาลยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสื่อสารกับประชาชน เพื่อสร้างความมั่นใจว่า น้ำมันในประเทศยังมีเพียงพอ และขอให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัด ในช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงส่งผลต่อราคาพลังงานโลก











