
“ช่องแคบฮอร์มุซ”จุดเปราะบางพลังงานโลก หาก“อิหร่าน”ปิดทางผ่าน
ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ชี้“ช่องแคบฮอร์มุซ”จุดเปราะบางพลังงานโลก เขย่าราคาน้ำมันทันที หาก“อิหร่าน”เดินเกมปิดทางผ่าน 20% อุปทานโลก
KEY
POINTS
- ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่น้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก และพลังงาน 1 ใน 3 ที่ไทยนำเข้าต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้
- หากอิหร่านปิดช่องแคบ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง และอาจนำไปสู่วิกฤตพลังงานโลกครั้งใหญ่
- แม้การปิดช่องแคบอย่างถาวรทำได้ยาก แต่การก่อกวนการเดินเรือโดยอิหร่าน ก็เพียงพอที่จะสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดน้ำมันได้
- ประเทศในเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากภาวะขาดแคลน และราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊ก Praipol Koomsup ในหัวข้อ “ความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบที่จะตามมา” ระบุว่า
ฮอร์มุซ: คอขวดพลังงาน 20% ของโลก
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งน้ำมันดิบโลก เนื่องจากประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก (กว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน) ถูกลำเลียงผ่านช่องแคบนี้ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ไทยต้องนำเข้าโดยขนส่งผ่านช่องแคบนี้ มีปริมาณคิดเป็นหนึ่งในสามของพลังงานที่ไทยใช้ทั้งหมด
อิหร่านเคยขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซหลายครั้งในอดีตเมื่อเผชิญแรงกดดันจากตะวันตก และในสถานการณ์ตึงเครียดปัจจุบัน ความกังวลต่อภัยคุกคามนี้ ได้หวนกลับมาอีกครั้งในหมู่นักลงทุนและประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน
การปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบสมบูรณ์ อาจนำไปสู่วิกฤติพลังงานร้ายแรง ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งขึ้นทันทีอีกหลายสิบดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของกลุ่มประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในตะวันออกกลางจะถูกตัดขาด และมีทางขนส่งอื่นทดแทนได้ไม่มาก
แม้ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะมีท่อส่งน้ำมันที่หลบเลี่ยงช่องแคบนี้ได้บางส่วน แต่กำลังส่งรวมกันยังรองรับปริมาณได้ไม่มาก เมื่อเทียบกับอุปทานที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซในภาวะปกติ
นอกจากนี้ ก๊าซธรรมชาติจากกาตาร์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของการค้าก๊าซ LNG โลก ก็ต้องใช้เส้นทางนี้เช่นกัน การปิดช่องแคบจะกระทบตลาดก๊าซทั่วโลกด้วย
ปิด“ฮอร์มุซ”ถาวรยากแต่ก่อกวนทำได้
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่า อิหร่านไม่มีศักยภาพจะปิดกั้นฮอร์มุซได้อย่างสิ้นเชิงในระยะยาว เนื่องจากกองทัพเรือสหรัฐฯ และนานาชาติจะเข้าตอบโต้เพื่อเปิดเส้นทาง
แต่สิ่งที่อิหร่านทำได้คือ การก่อกวน หรือ รบกวนการเดินเรือ (เช่น การวางทุ่นระเบิดหรือใช้เรือเร็วและโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน) ซึ่งเพียงแค่ “การขู่” หรือ การก่อกวนเป็นระยะๆ ก็เพียงพอจะทำให้ตลาดน้ำมันปั่นป่วนได้แล้ว
หากราคาน้ำมันพุ่ง-เอเชียรับแรงกระแทกก่อน
ราคาน้ำมันจะผันผวนและพุ่งขึ้นชั่วขณะ เพราะปัจจัยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ผลกระทบจะรุนแรงที่สุดต่อประเทศในเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลาง (เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) โดยหากเกิดการหยุดชะงักการขนส่งผ่านฮอร์มุซแม้เพียงบางส่วน ก็อาจทำให้หลายประเทศในเอเชียเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราว
รัฐบาลอาจต้องออกมาตรการปันส่วนการใช้เชื้อเพลิง และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดจะปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน ค่าประกันภัยการเดินเรือผ่านบริเวณนี้จะพุ่งสูงขึ้นมากด้วย ประเทศที่ไม่ได้ใช้น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียโดยตรงก็จะได้รับผลกระทบจากราคาตลาดโลกที่สูงขึ้นด้วย
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ช่องแคบฮอร์มุซ คือ จุดเปราะบางที่สุดจุดหนึ่งของระบบพลังงานโลก ที่หากเกิดความปั่นป่วนขึ้นจริง ผลกระทบจะกว้างไกลและรุนแรง กลายเป็นภาวะวิกฤติพลังงานของโลกได้






