thansettakij
thansettakij
‘เอกนิติ’ ชงครม. 10 พ.ย.นี้ เคาะเกณฑ์ใหม่คุมดาต้าเซนเตอร์

‘เอกนิติ’ ชงครม. 10 พ.ย.นี้ เคาะเกณฑ์ใหม่คุมดาต้าเซนเตอร์

08 พ.ย. 69 | 13:37 น.
อัปเดตล่าสุด :08 พ.ย. 69 | 13:44 น.

รัฐบาลวางระบบกำกับดูแลธุรกิจ Data Center ในประเทศไทย จ่อเสนอเกณฑ์กำกับดูแลใหม่ เข้า ครม. 10 พ.ย.69 เพื่อสร้างความชัดเจนให้แก่นักลงทุน

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม. ในวันที่ 10 พ.ย. เพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ใหม่ในการกำกับดูแลกิจการดาต้าเซนเตอร์
  • หลักเกณฑ์ใหม่มี 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ การจัดระเบียบการลงทุน, การกำหนดแนวทางเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม และการจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service)
  • มีการแบ่งระดับดาต้าเซนเตอร์ออกเป็น 7 ระดับตามปริมาณการใช้ไฟฟ้า เพื่อกำหนดความเข้มข้นของมาตรฐานการกำกับดูแล
  • จะมีการบังคับใช้มาตรฐาน Code of Practice (COP) ที่มีความเข้มข้นแตกต่างกันตามขนาดของดาต้าเซนเตอร์

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม. วันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 จะเสนอหลักเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการดาต้าเซนเตอร์ เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับผู้ลงทุน และสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เปิด 3 หลักเกณฑ์กำกับ Data Center

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ หรือบอร์ดดาต้าเซนเตอร์ ซึ่งมีนายเอกนิติเป็นประธาน ได้เห็นชอบร่างนโยบายการกำกับกิจการดาต้าเซนเตอร์ เพื่อเตรียมเสนอ ครม. พิจารณา โดยมีหลักการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

1. จัดระเบียบการลงทุนและใช้ทรัพยากร

มอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดทำ Data Center Dashboard (TH-DC) เพื่อรวบรวมข้อมูลตำแหน่งที่ตั้ง สถานะการดำเนินงาน และการใช้ทรัพยากรของศูนย์ข้อมูลทั่วประเทศ พร้อมกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการประกอบกิจการ ครอบคลุมการใช้ไฟฟ้า น้ำ การวางผังเมือง ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ทั้งโครงการที่ตั้งอยู่ภายในและภายนอกนิคมอุตสาหกรรม

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

2. เปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม ไม่ใช้กติกาย้อนหลัง

กำหนดแนวทางเปลี่ยนผ่านสำหรับโครงการที่ลงทุนไปแล้ว โดยไม่บังคับใช้กฎเกณฑ์ย้อนหลัง แต่ให้ผู้ประกอบการปรับตัวและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ Code of Practice (COP) ภายในระยะเวลา 1 ปี

ส่วนโครงการลงทุนใหม่จะต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองและการแข่งขัน หรือ Pitching เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้รองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

3. ตั้ง Data Center One Stop Service อำนวยความสะดวกนักลงทุน

จัดตั้ง Data Center One Stop Service (DC-OSS) โดยกระทรวงดีอี เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบูรณาการข้อมูลและประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ ลดความซ้ำซ้อนในการติดต่อหน่วยงานภาครัฐ

แบ่ง Data Center 7 ระดับ ใช้ไฟฟ้าเป็นเกณฑ์

อีกหนึ่งสาระสำคัญของร่างนโยบาย คือ การกำหนดระดับกิจการดาต้าเซนเตอร์ออกเป็น 7 ระดับ โดยใช้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเป็นเกณฑ์หลัก เพื่อกำหนดความเข้มข้นของมาตรฐานกำกับดูแลให้สอดคล้องกับขนาดของโครงการและความเสี่ยงจากการใช้ทรัพยากร

รายละเอียดการแบ่งระดับมี ดังนี้

  • ระดับ 1 ใช้ไฟฟ้า 0-0.5 เมกะวัตต์
  • ระดับ 2 ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 0.5-5 เมกะวัตต์
  • ระดับ 3 ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 5-10 เมกะวัตต์
  • ระดับ 4 ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 10-20 เมกะวัตต์
  • ระดับ 5 ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 20-50 เมกะวัตต์
  • ระดับ 6 ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 50-200 เมกะวัตต์
  • ระดับ 7 ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 200 เมกะวัตต์ขึ้นไป

การจัดกลุ่มดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดมาตรฐานการประกอบกิจการ โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรสูง ซึ่งจำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการและมาตรการด้านความปลอดภัยที่เข้มข้นกว่ากิจการขนาดเล็ก

เปิดเกณฑ์ COP รายใหญ่ใช้เวอร์ชัน 3 เข้มสุด

สำหรับการกำหนดมาตรฐาน Code of Practice (COP) จะใช้แนวทางแบ่งระดับความเข้มข้นตามขนาดของกิจการ เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กต้องแบกรับภาระด้านกฎระเบียบมากเกินความจำเป็น ขณะเดียวกันก็สามารถควบคุมผลกระทบจากศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างเหมาะสม

โดย Data Center ระดับ 1-4 ซึ่งเป็นกลุ่มกิจการขนาดเล็ก จะใช้ข้อกำหนดทางเทคนิคขั้นต่ำพื้นฐานและ COP เวอร์ชันไลต์ ส่วนระดับ 5 จะต้องปฏิบัติตาม COP เวอร์ชัน 2

ขณะที่ Data Center ระดับ 6-7 ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ จะต้องปฏิบัติตาม COP เวอร์ชัน 3 ซึ่งมีข้อกำหนดเข้มข้นที่สุด เนื่องจากเป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่และมีความต้องการใช้ทรัพยากรในระดับสูง

การกำหนดมาตรฐานตามขนาดกิจการครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนและการกำกับดูแล โดยภาครัฐต้องการให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจากต่างประเทศได้ต่อเนื่อง พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้การลงทุนสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน และการพัฒนาทักษะแรงงานในระยะยาว