
จับตาน้ำมันแพงลามเศรษฐกิจ สนค. ชี้ราคาพลังงานดันเงินเฟ้อกว่า 56%จ่อกระทบค่าครองชีพ
จับตาน้ำมันแพงระลอกใหม่ สนค. เผยราคานำเข้าเชื้อเพลิงพุ่ง 45.7%ดันต้นทุนเศรษฐกิจ ไทยเร่งหาแหล่งน้ำมันใหม่ ขณะต้นทุนพลังงานจ่อกระทบราคาสินค้าทั้งระบบ
KEY
POINTS
- สนค. ชี้ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน
- ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันอัตราเงินเฟ้อ โดยมีสัดส่วนสูงถึง 56% ของเงินเฟ้อทั้งหมด
- ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้ส่งผ่านมายังภาคการผลิต ทำให้ดัชนีราคาผู้ผลิตสูงขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะกระทบราคาสินค้าและภาระค่าครองชีพในระยะต่อไป
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยผลวิเคราะห์โครงสร้างการนำเข้าพลังงานของไทย ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พบว่า ไทยกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบมากขึ้น
โดยสัดส่วนมูลค่านำเข้าจาก 3 แหล่งหลัก (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอเมริกา) ลดลงจาก 74.4% เหลือ 54.7% ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเปลี่ยนแหล่งนำเข้าอันดับ 1 จากกาตาร์เป็นสหรัฐอเมริกา สะท้อนการปรับตัวในการจัดหาแหล่งทดแทนเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน
ราคาพลังงานผันผวนเสี่ยงต้นทุนค่าครองชีพ
อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนยังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ โดยดัชนีราคานำเข้าหมวดเชื้อเพลิงเดือนกันยายน 2569 สูงขึ้นถึง 45.7% สนค. จึงติดตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงานสู่ราคาสินค้า เพื่อสนับสนุนการดูแลค่าครองชีพของประชาชน
“ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก สะท้อนความจำเป็นที่ไทยต้องบริหารความเสี่ยงโดยไม่พึ่งพาแหล่งนำเข้าจากประเทศหรือภูมิภาคใดมากเกินไป เนื่องจากการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ต้นทุนการนำเข้า การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงราคาสินค้าและภาระค่าครองชีพของประชาชน“
อย่างไรก็ดี สนค. ได้วิเคราะห์ข้อมูลสถิติการนำเข้าของไทยรายประเทศจากเว็บไซต์ คิดค้า.com ในกลุ่มสินค้าพลังงานสำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ โดยเปรียบเทียบโครงสร้างแหล่งนำเข้าระหว่างช่วงก่อนเกิดวิกฤต (มกราคม – กุมภาพันธ์ 2569) และ ช่วงหลังเกิดวิกฤต (มีนาคม – กันยายน 2569) เพื่อศึกษาการปรับตัวของแหล่งจัดหาพลังงานและประเมินความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบ กระจายแหล่งนำเข้ามากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศหลัก
”ข้อมูลระบุว่า ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตฮอร์มุซ ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มากที่สุด คิดเป็น 40.1% ของมูลค่านำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย 18.1% และสหรัฐอเมริกา 16.2% รวม 3 ประเทศ มีสัดส่วนสูงถึง 74.4% ขณะที่ในช่วงเผชิญวิกฤต สัดส่วนของ 3 ประเทศหลักลดลงเหลือ 54.7% โดยมีแหล่งนำเข้าจากภูมิภาคอื่นเข้ามาเสริมมากขึ้น นำโดยแองโกลาที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 4.0 percentage points บราซิลเพิ่มขึ้น 3.1 percentage points และอาร์เจนตินาเพิ่มขึ้น 2.8 percentage points สะท้อนการขยายทางเลือกในการจัดหาพลังงานไปยังภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งนำเข้ารายใหญ่เดิม และเพิ่มความยืดหยุ่นเมื่อเกิดเหตุการณ์กระทบต่อประเทศต้นทางหรือเส้นทางขนส่ง“
ก๊าซธรรมชาติ เปลี่ยนแหล่งนำเข้าหลัก แต่ยังต้องเฝ้าระวังความกระจุกตัว ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตฮอร์มุซ ไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากกาตาร์ เมียนมา และออสเตรเลีย รวมกันคิดเป็นสัดส่วน 57.3% แต่เมื่อเกิดวิกฤตที่กระทบต่อการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากกาตาร์ ส่งผลให้ไทยต้องเร่งจัดหาอุปทานทดแทนจากแหล่งที่มีความปลอดภัยทางเส้นทางเดินเรือและมีศักยภาพการส่งออกสูง ทำให้สหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 29.9% ตามด้วยออสเตรเลีย 17.2% และเมียนมา 11.2% รวม 3 ประเทศ มีสัดส่วน 58.3% ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า สะท้อนว่า แม้ไทยจะสามารถปรับเปลี่ยนประเทศคู่ค้าหลักเพื่อรองรับวิกฤตได้ทันท่วงที แต่ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของแหล่งนำเข้ายังคงมีอยู่ จึงจำเป็นต้องติดตามและบริหารจัดการการกระจายแหล่งนำเข้าอย่างต่อเนื่อง
จับตาต้นทุนพลังงานโลก
อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาต้นทุนพลังงานโลก แม้กระจายแหล่งนำเข้า แต่ยังเผชิญแรงกดดันด้านราคา แม้การกระจายแหล่งนำเข้าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการขาดแคลนอุปทานเมื่อเกิดปัญหาในเส้นทางขนส่ง แต่ไม่ได้ทำให้ต้นทุนพลังงานลดลงทันที เนื่องจากราคานำเข้ายังคงเป็นตามกลไกราคาตลาดโลก ค่าขนส่ง อัตราแลกเปลี่ยน และเงื่อนไขการจัดซื้อ โดยข้อมูลดัชนีราคานำเข้าเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 130.7 เพิ่มขึ้น 12.3% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะหมวดสินค้าเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นถึง 45.7% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาพลังงานจากความกังวลต่อภาวะอุปทานตึงตัวและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
แรงกดดันดังกล่าวได้ส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตภายในประเทศ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนตุลาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 117.7 เพิ่มขึ้น 10.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมืองเพิ่มขึ้น 37.8% และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 8.9% ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบ ที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนความเสี่ยงที่ต้นทุนพลังงานจะส่งผ่านไปยังภาคการผลิต การขนส่ง และการดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป
เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ระดับ 3.90%
จากความมั่นคงทางพลังงานสู่การดูแลค่าครองชีพประชาชน เมื่อพิจารณาดัชนีราคาผู้บริโภค
เดือนตุลาคม 2569 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 3.90% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น 29.18% ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่ผลักดันเงินเฟ้อราว 56% ของอัตราเงินเฟ้อรวมตามทิศทางตลาดโลก ประกอบกับฐานราคาน้ำมันในปีก่อนหน้าที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 46.5 ซึ่งต่ำกว่าระดับความเชื่อมั่นที่ 50 สะท้อนความกังวลของประชาชนต่อภาระค่าครองชีพและกำลังซื้อ โดยราคาพลังงานถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากส่งผลกระทบทั้งทางตรงต่อค่าเดินทางและค่าพลังงานของครัวเรือน และทางอ้อมผ่านต้นทุนค่าขนส่งสินค้าอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนต้นทุนการประกอบอาชีพของเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย
นายนันทพงษ์ กล่าวอีกว่า การบริหารความมั่นคงทางพลังงานไม่ใช่เพียงการจัดหาพลังงานให้เพียงพอ แต่ต้องครอบคลุมถึงการรับมือกับความผันผวนของต้นทุนที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน การกระจายแหล่งนำเข้าเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงด้านอุปทาน ขณะที่การเฝ้าระวังดัชนีราคานำเข้า ดัชนีราคาผู้ผลิต และดัชนีราคาผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้เห็นพลวัตการส่งผ่านต้นทุนตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ และนำข้อมูลมาประเมินความเสี่ยงเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที
สนค. จะติดตามสถานการณ์การนำเข้าพลังงานและความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลสถิติการค้าจากเว็บไซต์ คิดค้า.com เข้ากับดัชนีเศรษฐกิจการค้า เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงทั้งมิติอุปทานและมิติต้นทุนควบคู่กัน สำหรับใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการกำหนดนโยบายรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ตลอดจนช่วยให้ภาครัฐและภาคเอกชนเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกเพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ







