thansettakij
thansettakij
ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ เปิดเงื่อนไข SMR สร้างงาน ยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ เปิดเงื่อนไข SMR สร้างงาน ยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ

07 พ.ย. 69 | 06:35 น.
อัปเดตล่าสุด :07 พ.ย. 69 | 06:39 น.

ผู้เชี่ยวชาญ IAEA และ Argonne เปิดเงื่อนไขลงทุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก สร้างงาน เพิ่ม GDP และยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ ชี้ความคุ้มค่าอยู่ที่การพัฒนาโรงไฟฟ้าต่อเนื่องแบบเป็นชุดโรงไฟฟ้าหลายโรง เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมพลังงานสูง

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นเจ้าภาพจัดการอบรม IAEA–United States Regional Workshop on Scaling SMR Deployment: From FOAK to NOAK Financing Models ระหว่างวันที่ 2–6 พฤศจิกายน 2569 ณ กรุงเทพฯ ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากอาเซียน หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคอุตสาหกรรม

เวทีนี้แลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) โดยมีประเด็นหลักคือ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมของโครงการ และเงื่อนไขที่จะทำให้การลงทุนมีความคุ้มค่า

ผลกระทบเศรษฐกิจจากโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์สร้างรายได้เข้าประเทศ 3 ด้าน

นางสาวบรีแอนนา เลเซอร์วิตซ์ (Brianna Lazerwitz) นักเศรษฐศาสตร์พลังงาน ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกว้างกว่าตัวโครงการ ผ่านการสร้างรายได้เข้าประเทศ 3 ช่องทางหลัก คือ การลงทุนในโครงการ ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และการพัฒนาบุคลากรและทักษะแรงงานในประเทศ

นางสาวบรีแอนนา เลเซอร์วิตซ์ (Brianna Lazerwitz) นักเศรษฐศาสตร์พลังงาน ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)

ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 3 ระดับ

  1. ผลกระทบทางตรง คือการจ้างงานและค่าใช้จ่ายในโครงการโดยตรง เช่น งานวิศวกรรม การก่อสร้าง และการดำเนินงานโรงไฟฟ้า
  2. ผลกระทบทางอ้อม เกิดจากการจัดซื้อจัดจ้างในห่วงโซ่อุปทาน เช่น วัสดุ อุปกรณ์ ชิ้นส่วน โลจิสติกส์ และบริการวิชาชีพ
  3. ผลกระทบจากการกระตุ้น เกิดจากแรงงานในโครงการและห่วงโซ่อุปทานนำรายได้ไปใช้จ่าย เช่น ที่อยู่อาศัย อาหาร เสื้อผ้า การเดินทาง และบริการต่างๆ ก่อเกิดผลกระทบลูกคลื่นทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญ IAEA ระบุว่าผลประโยชน์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ต้องนำมาประเมินเทียบกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงต่างๆ ในการประเมินทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรอบด้าน

Localization: ผลบวกที่มาพร้อมแรงกดดัน

การส่งเสริมการผลิตและจ้างงานในท้องถิ่น (Localization) ช่วยเพิ่มมูลค่า GDP สร้างการจ้างงาน พัฒนาทักษะและทุนมนุษย์ เสริมความสามารถทางอุตสาหกรรม และก่อให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ท่าเรือและถนน แต่มีข้อแลกเปลี่ยนที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน

ข้อแลกเปลี่ยนดังกล่าว ได้แก่ ความจำเป็นในการนำเข้าสินค้า ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจากการกู้ยืมหรือซื้ออุปกรณ์ต่างประเทศ และหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนของรัฐ นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันแย่งชิงแรงงานทักษะสูง ภาวะเงินเฟ้อ ข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต และต้นทุนค่าเสียโอกาสของเงินทุนสาธารณะที่ไม่สามารถนำไปใช้ในโครงการอื่นได้

นางเลเซอร์วิตซ์ ระบุว่า สัดส่วนการใช้สินค้าและบริการในประเทศ (Local content) เป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เป้าหมายตายตัว หลายประเทศที่เริ่มโครงการนิวเคลียร์มักตั้งเป้าตัวเลข เช่น Local content 25% แต่เป้าหมายแบบเหมาเข่งอาจไม่สอดคล้องกับศักยภาพอุตสาหกรรมจริงของประเทศ และมาตรฐานคุณภาพนิวเคลียร์ที่เข้มงวด

แม้การใช้อุปกรณ์และบริการในประเทศจะสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานในท้องถิ่น แต่การนำเข้าชิ้นส่วนอาจทำให้ได้ผู้จัดหาที่แข่งขันได้สูงกว่า ทั้งด้านต้นทุนและคุณภาพมาตรฐานสากล

FOAK หรือกลุ่มโรงไฟฟ้า: ตัวแปรชี้ขาดความคุ้มค่า

การพัฒนาทักษะแรงงานในประเทศให้คุ้มค่า ต้องมีท่อส่งโครงการ (Pipeline) ที่ต่อเนื่องเพียงพอ ประเด็นนี้ทำให้โครงการโรงไฟฟ้าเครื่องแรก (First of a Kind: FOAK) แตกต่างจากการสร้างเป็นชุดโรงไฟฟ้าหลายโรง (Nth of a Kind: NOAK หรือ Fleet Approach) อย่างมาก

ในโครงการเครื่องแรก (FOAK) ความต้องการชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศยังมีจำกัด ความต้องการแรงงานยังไม่แน่นอน และมีความเสี่ยงสูงทั้งด้านต้นทุนและการส่งมอบงาน หากสร้างเพียงโครงการเดียวแล้วหยุด แรงงานที่ฝึกฝนไว้อาจย้ายไปทำงานในต่างประเทศ

ในทางตรงกันข้าม การพัฒนาเป็นโปรแกรมการสร้างเป็นชุดโรงไฟฟ้าหลายโรง  (Fleet Approach) จะสร้างความต้องการต่อเนื่องให้แก่ห่วงโซ่อุปทานและแรงงาน ช่วยรักษาทักษะแรงงาน สร้างมาตรฐาน และเปิดโอกาสยกระดับสู่การเป็นผู้จัดหาสินค้าในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค

ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาคือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Barakah ซึ่งเน้นประเมินศักยภาพอุตสาหกรรมที่มีอยู่ วางแผนปิดช่องว่าง และกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์อย่างครอบคลุม

การอบรม IAEA–United States Regional Workshop on Scaling SMR Deployment: From FOAK to NOAK Financing Models

นิวเคลียร์ให้ผลตอบแทนสร้างงาน-GPD สูง

นายนิโกลาส์ สตอฟ (Nicholas Stauff) ผู้จัดการกลุ่มประยุกต์ใช้นิวเคลียร์และเศรษฐศาสตร์ สถาบันวิจัยแห่งชาติสหรัฐฯ (Argonne National Laboratory) ระบุว่า การประเมินทางเศรษฐกิจและสังคม (Socioeconomics) มีความสำคัญต่อโครงการนิวเคลียร์ที่ใช้เงินลงทุนสูง โดยช่วยให้รัฐบาลมีข้ออ้างอิงในการสนับสนุนโครงการ และช่วยให้ชุมชนเห็นภาพจำนวนงาน รายได้ภาษี และประโยชน์ในพื้นที่ โดยช่วงก่อสร้างเป็นการจ้างงานทางตรง เมื่อรวมผลจากห่วงโซ่อุปทานและชุมชนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับพลังน้ำ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ชีวมวล ลม และโซลาร์ พบว่านิวเคลียร์ให้ผลตอบแทนด้านการสร้างงานและมูลค่า GDP ต่อหน่วยสูงเป็นอันดับต้นๆ

ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ เปิดเงื่อนไข SMR สร้างงาน ยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ

นายสตอฟระบุว่า เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมสูงที่สุดโดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพ เพราะการใช้แรงงานมากเกินไปจะทำให้โครงการขาดความคุ้มค่า เป้าหมายที่แท้จริงคือโครงการต้องคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมกับเข้าใจผลประโยชน์แฝงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างถูกต้อง

โมเดลเปลี่ยนผ่านจากถ่านหินสู่นิวเคลียร์

ผลศึกษาการเปลี่ยนโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์พบว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สร้างงานและรายได้ในท้องถิ่นได้ประมาณ 2 เท่าของโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดเดียวกัน บุคลากรโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมสามารถฝึกอบรมใหม่ (Retrain) มาทำงานในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ เนื่องจากตำแหน่งงานส่วนใหญ่ใช้ฐานความรู้ใกล้เคียงกัน

ปัจจัยสำคัญที่สุดคือระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน หากปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้วเว้นช่วงก่อสร้างนิวเคลียร์นานถึง 5 ปี แรงงานเดิมจะย้ายออกไปทำงานที่อื่น แต่หากกระชับช่วงเปลี่ยนผ่านให้เหลือเพียงไม่กี่เดือน จะรักษากำลังคนและเปลี่ยนผ่านแรงงานเดิมสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้

กรณีศึกษา: นิวเคลียร์คู่อุตสาหกรรมใช้พลังงานสูง

นิวเคลียร์คู่ศูนย์ข้อมูล โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ขนาด 2.6 กิกะวัตต์มีการจ้างงานก่อสร้างสูงสุด 5,000 ตำแหน่ง ขณะที่โครงการศูนย์ข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องสร้างงานก่อสร้างได้  50,000–100,000 ตำแหน่ง ในระยะดำเนินงาน ศูนย์ข้อมูลช่วยทวีคูณการจ้างงานและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในพื้นที่

Project Estus ประเทศยูเครน เป็นโครงการพัฒนานิวเคลียร์ควบคู่กับการฟื้นฟูและสร้างโรงงานผลิตเหล็ก ทั้งแบบ Greenfield และ Brownfield โดยพัฒนากำลังผลิตนิวเคลียร์ 3.6 กิกะวัตต์ (12 ยูนิต) เพื่อป้อนโรงงานเหล็กกำลังผลิต 16 ล้านตัน ผลการประเมินคาดว่าโครงการจะสร้างมูลค่า GDP รวมสูงถึง 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จ้างงานประจำกว่า 20,000 ตำแหน่ง และสร้างรายได้ภาษีให้รัฐกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีตัวคูณ GDP สูงถึง 3–4 เท่า และตัวคูณการจ้างงานทางตรงถึง 5 เท่า

การอบรม IAEA–United States Regional Workshop on Scaling SMR Deployment: From FOAK to NOAK Financing Models

เครื่องมือประเมินก่อนตัดสินใจเชิงนโยบาย

นายสตอฟระบุว่า โครงการนิวเคลียร์และ SMR ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐในระยะเริ่มต้น แต่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมกลับคืนมาสูง โดยเฉพาะหากดึงอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงเข้ามาตั้งในพื้นที่ควบคู่กันได้

ด้าน IAEA ได้จัดเตรียมเครื่องมือประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมแบบ Input-Output Model ให้ประเทศสมาชิกใช้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อวิเคราะห์ GDP การจ้างงาน และประเมินสถานการณ์จำลองประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย